คิดว่าทำได้ย่อมมีโอกาสมากกว่าคนที่คิดว่าทำไม่ได้
 
     
 
บกพร่องโดยสุจริต(2)
ข้าพเจ้าได้เขียนรายงานข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารหลักฐานการแจ้งความพร้อมรูปถ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในสาระสำคัญระบุว่า...
 

                วันรุ่งขึ้นทุกคนในหน่วยก็ทยอยกันไปพิมพ์ลายนิ้วมือ  เมื่อเสร็จแล้วแต่ละคนต่างปิดปากเงียบ  ข้าพเจ้ารู้โดยสัญชาตญาณที่ผ่านเรื่องเหล่านี้มาพอสมควร  จึงเรียกประชุมชี้แจงให้ทุกคนทราบว่า ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเดิม และสามัคคีกัน  ต่อไปนี้เรามีหน้าที่ต้องตามจับพวกลักลอบตัดไม้ และสืบหาข่าวว่ามือดีที่ไหนมาฉกเอาเลื่อยของเราไป การแจ้งความของผมต้องการแสดงให้ทุกหน่วยงานในท้องที่นี้รู้ว่าเราทำงานตรงไปตรงมา เมื่อผิดพลาดก็ยอมรับไม่โวยวาย  และขอให้พวกเราช่วยกันระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม...                หลังจากวันนั้นหน่วยของเราออกล่าพวกลักลอบตัดไม้  โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์หนักยิ่งขึ้น  เล่นเอาแทบจะไม่มีที่เก็บของกลาง..

                จากนั้นสองสัปดาห์คณะกรรมการจากป่าไม้เขตมาสอบข้อเท็จจริง  โดยไม่ได้สอบปากคำอะไรเพราะทุกคนเข้าใจดี ได้ให้ข้าพเจ้าเป็นคนรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดเพียงคนเดียว  ซึ่งข้าพเจ้าได้เขียนรายงานข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารหลักฐานการแจ้งความพร้อมรูปถ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในสาระสำคัญระบุว่า...          วันเกิดเหตุนายณรงค์  นักการภารโรงเป็นผู้อยู่เวร  โดยมีข้าพเจ้าเป็นผู้ตรวจเวร  ซึ่งหน่วยมีอัตรากำลังน้อยข้าพเจ้าจึงรับภาระเป็นผู้ตรวจเวรทุกวันทั้งเดือน ในวันเกิดเหตุไม่ได้มาตรวจเวร  เนื่องจากเหนื่อยจากการทำงานจึงกลับบ้าน และไม่ได้ฝากเวรให้กับใคร  เมื่อคณะกรรมการกลับนำรายงานไปเสนอป่าไม้เขต  ทราบว่าท่านเขตตำหนิประธานสอบว่า...

“มันสอบอย่างนี้  ไอ้ทศมันก็ตายซิ”

ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าทราบ  ต้องไปเรียนท่านเขตว่าตำหนิประธานไม่ถูกเพราะผมรับสารภาพเองไม่ต้องการให้ใครลำบากใจ...

                หลังจากที่ได้ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน  แล้วว่าไม่ได้สงสัยใคร ก็หาโอกาสเดินทางเข้ากรมไปหาเพื่อนที่อยู่กองนิติการ  เล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง  กำชับว่าถ้าเรื่องผ่านมาช่วยดูให้ด้วย  แล้วกลับมาทำงานต่อ จากการสังเกต  ข้าพเจ้าพบว่า ในหน่วยถึงแม้ว่าทุกคนจะกลับมาทำงานกันเกือบปกติ  แต่ก็ไม่เหมือนเดิม  ความรู้สึกบอกว่ามีหลายคนทำตัวไม่เป็นธรรมชาติเหมือนเก่า  แต่ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าติดใจแต่อย่างใด  พยายามที่จะรวบรวมจิตใจทุกคนให้เป็นหนึ่งเหมือนเดิม  เหตุการณ์ล่วงเลยไปได้เกือบ2 เดือน  กรมมีหนังสือแจ้งมาว่าให้  ผู้ตรวจเวรและผู้อยู่เวรต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าในท้องตลาด  ซึ่งประเวศรับหนังสือรีบถือมาถามว่า...

                “เลื่อยโซ่ยนต์มันเป็นสินค้าต้องห้าม ไม่มีขายในท้องตลาดแล้วเราจะรู้ราคามันได้อย่างไร  พี่ทศจะเอายังไง?”

                เมื่อประเวศ  ทักมาเช่นนี้ข้าพเจ้าก็นั่งนิ่งสักครู่ แล้วบอกว่า... 

                “ประเวศคุณเก็บคำพิพากษาที่ตำรวจจับเลื่อยโซ่ยนต์  ส่งให้ศุลกากรตีราคา  แล้วศาลปรับ 4 เท่าไว้หรือเปล่า เอามาเป็นตัวอย่างสัก2คดี”

                ประเวศรีบไปที่บ้านสักครู่ถือเอกสารลงมา  แล้วบอกว่า...

                “พี่ ศุลกากรเขาตีราคาเครื่องละ 3,500 บาท เท่านั้น  ทั้งๆ ที่มันซื้อขายกันแบบเถื่อนตัวละตั้ง  25,000นะพี่”

                ข้าพเจ้าได้เอกสารแล้วนำมาร่างหนังสือแจ้งการสืบราคาให้เขตทราบ  เขตรายงานกรมไปตามที่เสนอ  กรมตอบกลับมาว่า ให้เสียค่าเลื่อย  2  ตัวๆ ละ 3,500  บาทตามที่เสนอเป็นเงิน 7,000  บาท  เมื่อข้าพเจ้าทราบเรื่องไปที่การเงินแล้วขอชำระเพียงคนเดียวทั้ง 7,000  บาท  กลับมาบอกตารงค์  ว่าสบายใจแล้ว  สำหรับเรื่องวินัยนั้นกรมไม่เอาเรื่อง  เนื่องจากไม้เข้าข่ายความผิดข้อใด จะว่าประมาทเลินเล่อก็ไม่ใช่    เนื่องจากมีการใส่กุญแจห้องป้องกันไว้และมีคำสั่งเวรยาม    ซึ่งคนเป็นหัวหน้ารับภาระในการตรวจเวรทั้งเดือนเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  เนื่องจากอัตรากำลังก็เป็นที่รู้กัน  แต่เลื่อยโซ่ยนต์หายถือว่าของหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้  ยังไงก็ต้องชดเชย  โทษเท่านี้ก็เป็นพระคุณแก่ข้าพเจ้าอย่างสูงแล้ว  แต่มานึกเล่นๆ เลื่อยก็เราเป็นคนจับมา  มันหายเราต้องจ่ายเงินอีก  มิน่าไม่ค่อยมีใครอยากจับ...!?

                ฟ้าหลังฝนเป็นเช่นไร  ชีวิตข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น  ทางราชการได้ยุติการทดลองโครงสร้างในระบบกระจายอำนาจ  เป็นสำนักงานพัฒนาป่าไม้  ข้าพเจ้าถูกย้ายกลับไปประจำที่ป่าไม้เขตที่ฝ่ายปลูกสร้างสวนป่า  วันนั้นเป็นวันอะไรวันที่เท่าใดจำไม่ได้  ภายในฝ่ายเป็นเวลาสี่โมงเย็น  ทุกคนรอบข้างต่างลุกเตรียมตัวกลับบ้าน  ส่วนข้าพเจ้ากำลังถอดเทปการประชุมโครงการเกษตรกรปลูกป่า  เกือบเสร็จแล้ว  พอถอดคำสุดท้ายเสร็จ  เงยหน้าขึ้นดูรอบข้างเพื่อนร่วมงานกลับบ้านหมดแล้ว  มองไปที่ผนังนาฬิกาบอกเวลา16.30 น.  พอดีงานของข้าพเจ้ายังไม่เรียบร้อยดี  จึงนั่งพักถือว่าเป็นการขอเวลานอก  แล้วทำต่ออีกไม่ถึง 5 นาที  ก็เสร็จเก็บสัมภาระเข้ากระเป๋า  เดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นมาดื่ม  ชื่นใจดี  แล้วนั่งหลับพักสายตา  เอนเบาะนั่งให้อยู่ในท่าพักผ่อน  และแล้วภวังค์ก็นำไปสู่อดีต...

                ข้าพเจ้านึกไปถึงวันที่พนักงานสอบสวนเรียกตัวไปสอบครั้งที่สอง  ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะเดินเข้าไปในห้องสอบสวน  พลันได้ยินเสียงบุรุษคุยกันสองคน  คำที่ได้ยินเป็นคำสุดท้ายว่า...

                “ถ้าพี่ทศยอมเปิดปากนิดเดียวปิดคดีนี้ได้อย่างสบายๆ” 

                ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเสียงของรองสารวัตรสอบสวน  รองสุขสันต์ที่คุยกับเพื่อนรองธงไทย  ทั้งคู่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยมาใหม่ทั้งคู่  และให้ความสนิทสนมกับข้าพเจ้าเป็นอย่างดี  สำนวนหรือประโยคนี้มันยังคาใจข้าพเจ้าตลอดมา  การสอบสวนที่ผ่านมาที่พนักงานสอบสวนจับพวกเราไปพิมพ์ลายนิ้วมือทุกคนนั้น  ผลการพิมพ์นิ้วมือเพื่อเปรียบเทียบจะหาได้จากไหนหากคนร้ายรายนี้ไม่มีลายพิมพ์นิ้วมืออยู่ในสารบบคดี  จะสอบพวกเราเพิ่มเติมก็จากคนที่จับต้องเลื่อยตัวนี้  ข้าพเจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า  กรณีนี้หาลายนิ้วมือแฝงคงไม่ได้ผลอะไรมากนัก  เป็นเทคนิคของพนักงานสอบสวนในชั้นต้นที่ทำคดี  หากพบว่ามีของหายในสำนักงานใด  มักจะเรียกไปพิมพ์ลายนิ้วมือ  เป็นหลักจิตวิทยา  หากคนร้ายในสำนักงานจิตใจอ่อนแอก็จะยอมสารภาพก่อนที่ผลจะออกมา  แต่ในกรณีนี้  คนร้ายเป็นคนนอกที่เข้าไปเอาเลื่อย  หากจะมีคนในก็เพียงเป็นสายข่าวเท่านั้น  แต่คำพูดที่รองสุขสันต์พูดยังก้องอยู่ในโสตประสาท  มันทำให้ข้าพเจ้าเริ่มทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอีกครั้ง...

                เริ่มจากเลื่อยที่หายตัวที่ 1ข้าพเจ้าจำได้แม่นทีเดียวว่าตำแหน่งที่วางเลื่อยไว้ในห้อง  คนที่นำไปวางเป็นเจ้าแต้ม  คนงานพิทักษ์ป่า  เลื่อยตัวนี้มีสีไปในทางฟ้าอ่อน  เป็นเลื่อยที่จับมาได้จากป่าสงวนแถวบ้านพระแก้ว  ตอนนั้นมีคนมาแจ้งว่ามีการระดมตัดไม้หัวไร่ปลายนาท้องที่บ้านพระแก้ว  โดยเกษตรอำเภอให้ตัดไม้ใหญ่ออก  เพื่อจะได้ปลูกไม้ยางพาราแทน  เป็นโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร  ข้าพเจ้าและทีมงานทั้งหมดรีบเข้าพื้นที่  กระจายกำลังกันออกโดยเดินตามเสียงเลื่อยยนต์  เราจับได้ 3 ราย  ในรายอื่นนั้นข้าพเจ้าไม่ได้ตามไป  เพราะต้องแยกตามสียงเลื่อยไปทางทิศตะวันตก  ได้ยินเสียงไม้ล้มแล้ว  เดินไปคนเดียวมองไม่เห็นลูกน้อง  เพราะทุกคนเคลื่อนตัวเข้าที่เกิดเหตุก่อนแล้ว  ข้าพเจ้าเดินไปพื้นที่ระหว่างทางจะเป็นป่าโปร่งเพราะถูกบุกรุกทำกิน  เป็นที่นา  และที่ไร่  พอเดินพ้นต้นไม้ใหญ่มาได้ราว  5  เมตร  ภาพที่มองเห็นข้างหน้าห่างประมาณ  20  เมตร  ชายคนหนึ่งอยู่ที่บริเวณเรือนยอดไม้กราด  ซึ่งล้มลงเนื่องจากถูกตัด  ลักษณะเหมือนกับกำลังยกของหนักซุกเข้าไปในกลุ่มใบไม้ที่ยอด  แล้วเดินออกมา  พอดีหันมามองทางข้าพเจ้า  ไม่ใช่ใครเจ้าแต้มรีบเดินตรงมาที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ รายงานว่า...

                “หัวหน้ามาพอดี  ผมมาทางนี้คนเดียว  ตามจับไอ้คนเลื่อยไม่ทัน” 

                ผมจึงถามกลับไปว่า  ได้ของกลางอะไรบ้าง  เจ้าแต้มตอบแบบว่ากำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่...

                “ไม้มันล้มเพราะเลื่อยยนต์  คนตัดหนีไป แต่ไม่ได้แบกเลื่อยไปด้วย ผมกำลังหาอยู่ว่ามันซ่อนไว้ที่ไหน?”

                ว่าแล้วเจ้าแต้มก็เดินแหวกดูตามสุมทุมพุ่มไม้  ข้าพเจ้าก็ช่วยหาอีกแรง  ไปพบว่ามาถูกซ่อนอยู่ที่ยอดไม้โดยมีใบไม้ของต้นกราด  ซึ่งใหญ่มากปิดบังไว้  หากไม่สังเกตดีๆ คงจะเห็นได้ยาก  แต่ที่มันปิดไม่มิดคงรีบเร่งเพราะใบเลื่อยหรือบาร์โผล่ออกมาประมาณ 2นิ้ว  เจ้าแต้มรีบมายกแล้วเราทั้งสองก็กลับไปที่รถ  ข้าพเจ้าพินิจพิจารณาดูว่าเลื่อยโซ่ยนต์ตัวนี้แปลกกว่าตัวอื่น  พ่นสีฟ้าทับอำพรางอะไรบางอย่าง  แต่ก็ช่างเถอะ  ยังไงก็เป็นของกลางแล้ว  วันนี้เราจับเลื่อยโซ่ยนต์ได้ 2 ตัว  ไม่ได้ตัวผู้ต้องหา  เพราะรู้ตัวก่อน  พอมาถึงที่รถ พบกับเกษตรอำเภอถือเอกสารรายชื่อของเจ้าของที่ดินมาให้ขอความร่วมมือกับข้าพเจ้าอย่างไม่เป็นทางการว่า  ให้อำนวยความสะดวกให้ราษฎรด้วย  เพราะมีโครงการใหม่ของรัฐบาล  คือ ปลูกยางพารา  ข้าพเจ้าจึงแจ้งให้ทราบว่า  ควรจะไปส่งเสริมในที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง  เพราะป่าแถวนี้ยังเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่  แม้โดยสภาพอาจเตียนโล่งเนื่องจากถูกบุกรุก  เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอบอกว่าพอจะทราบแต่ขอให้เราอลุ่มอล่วยบ้าง  พร้อมมอบเอกสารแปลงที่ดินที่มีรายชื่อตามแผนผังที่ได้สำรวจให้ข้าพเจ้า 1ชุด  จึงรับมันไว้พอเป็นพิธี  พวกเราทั้งหมดกลับหน่วย  ข้าพเจ้าให้เจ้าแต้มเอาเลื่อยขึ้นไปเก็บในห้อง  โดยได้ขึ้นไปเปิดประตูและดูตำแหน่งที่วางเลื่อย  2  เครื่องนี้  ซึ่งยังไม่ได้ล่ามโซ่เพราะโซ่หมดพอดี  ยังไม่ได้ซื้อเพิ่มเติม...

                มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พิลึก  คือว่า...มีอยู่วันหนึ่ง  พวกเราจะออกป่าเพื่อตรวจตราเป็นประจำ  ข้าพเจ้าแต่งตัวเดินลงมาจากด้านบน  ความรีบร้อนทำให้ลืมผูกเชือกรองเท้าลงมาถึงบันไดขั้นที่ 2 คิดว่าจัดการให้มันเรียบร้อยดีกว่า  จึงนั่งตรงกลางบันไดขั้นที่ 2 ผูกเชือกรองเท้าพอด้านขวาเสร็จ  ก็ย้ายมาด้านซ้าย  พลันสายตาเหลือบไปเห็นรอยคราบไฟไหม้สีน้ำตาลเล็กๆ อยู่ริมบันไดขั้นที่สองด้านซ้ายมือ  จำได้ว่าเป็นตำแหน่งที่เคยหยิบก้นบุหรี่ที่เหลือเพียงไส้กรองและกระดาษตัวมวนบุหรี่  พอจะบอกยี่ห้อได้ว่าเป็นบุหรี่ “สายฝนติดแอร์”  ตำแหน่งที่นั่ง  หากหยิบบุหรี่ด้วยมือซ้ายจากรอยไหม้ที่วางขึ้นมาสูบมันได้ระยะพอดี  และแล้วภาพของเจ้าฉลาดที่มันคีบบุหรี่มือซ้ายเดินเชิดหน้าเยาะเย้ยพรรคพวก  เมื่อตอนไปขนไม้พะยอมผุดขึ้นมา...ทำให้ข้าพเจ้าขนลุกซู่ขึ้นมาทันที  และแล้วสมองที่มีรอยหยักน้อยก็เริ่มประมวลภาพเหตุการณ์ประติดประต่อเพื่อหาคำตอบที่รองสุขสันต์ว่า...

                “ถ้าพี่ทศเปิดปากนิดเดียวปิดคดีได้”

                ถ้าหากจะสมมุติฐานขึ้นมาว่า  เจ้าของที่ดินที่ต้นกราดถูกตัดซึ่งมีรายชื่อในบัญชีที่เกษตรอำเภอให้ ได้จ้างมือเลื่อยมาตัด  และกับพอดีที่เราเข้าไปจับกุม  บังเอิญข้าพเจ้าเห็นเจ้าแต้มกำลังซุกเลื่อยอยู่  แต่ทำทีว่ากำลังหาเลื่อย  เมื่อข้าพเจ้าไปพบและได้ให้ยึดเลื่อยนั้นมา  แล้วนำเลื่อยไปเก็บที่ห้องเก็บ  โดยฝีมือเจ้าแต้ม  ต่อมาเลื่อยโซ่ยนต์ตัวนี้ก็หายไปพร้อมกับเลื่อยอีกตัวที่ประเวศจับมา...

                พอมาถึงตรงนี้  ข้าพเจ้าลองวินิจฉัยตั้งคำถามต่อไปว่า  แล้วใครเป็นคนมาขโมยเลื่อย  จะเป็นคนในหน่วย  ไม่น่าจะใช่เพราะคงไม่กล้า  และแล้วความคิดในข้อกฎหมายมันผุดขึ้นมาว่า  ถ้าคนของเราเป็นผู้สนับสนุนหละเป็นไปได้หรือไม่...

                ทันใดนั้นเอง  ภาพที่ตนเองนั่งผูกรองเท้าและตำแหน่งมือซ้ายไปลูบรอยไหม้ผิวไม้ของบันได  มันเป็นตำแหน่งที่พอดี  แสดงว่ามีคนมานั่งสูบบุหรี่ที่บันไดขั้นที่สองแน่นอน  และยังสูบไม่หมดมวนคงมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจึงวางบุหรี่ไว้เพื่อที่จะสูบต่อ  ตำแหน่งที่คนนั่งสูบบุหรี่มองเห็นโต๊ะที่ตารงค์นอนได้ชัดเจนมาก...

                อย่างนั้นก็  ซ.ต.พ. ได้แล้วซิว่า  มีคนในหน่วย 2 คน  ให้การสนับสนุนในการโจรกรรมครั้งนี้  ระบุก็ได้ว่าเจ้าเกลือเป็นหนอน 2ตัว  เจ้าฉลาด และเจ้าแต้ม  สำหรับเจ้าแต้มนั้นโยงไปได้เลยว่า  ต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกับมือเลื่อย  ข้อแรกข้าพเจ้าเห็นด้วยตาว่าท่าทางตอนที่เดินหาเลื่อยนั้นเป็นการเอาเลื่อยไปซ่อนไว้ให้พรรคพวก  เพราะตัวเองมาพบคนแรกและคนเดียว  ไม่นึกว่าข้าพเจ้าจะตามมา  ข้อที่ 2ประวัติเดิมเคยคุมเลื่อยโซ่ยนต์ในแถบนี้ย่อมรู้จักมือเลื่อยแทบทุกคน  การกระทำครั้งนี้  ข้าพเจ้ามองในแง่บวกว่าคงขัดเพื่อนเก่าไม่ได้  และคาดว่าในวันเกิดเหตุคงไม่เข้ามาในบริเวณหน่วย  เพราะตนเองมีบ้านอยู่ในตัวอำเภอ  จึงได้ติดต่อให้เจ้าฉลาด  เป็นคนนั่งดูต้นทางแทน  เพราะยังไงเจ้าฉลาดก็นอนในหน่วยอยู่แล้ว  มือเลื่อยคงเข้ามาเอาเอง  โดยมีเจ้าฉลาดนั่งสูบบุหรี่รออยู่ด้านล่าง  คอยดูว่าตารงค์จะตื่นขึ้นมาหรือไม่  เป้าหมายของมือเลื่อยตั้งใจจะมาเอาเลื่อยของตัว  แต่ที่พยายามจะหอบไป3ตัว  หวังเป็นของแถม 1ตัว  แต่เอาไปไม่ได้  เพราะหนักจึงวางไว้ตรงทางออก  การโจรกรรมครั้งนี้เอาไปเพียงตัวเครื่อง บาร์และโซ่ที่เป็นอุปกรณ์  ไม่ได้เอาไป  หากเอาถุงปุ๋ยมาใส่ 2 ถุงสะพายไปได้อย่างสบาย  โดยสะพายตัว หิ้วตัว...

                เรื่องราวที่ข้าพเจ้าลองตั้งสมมุติฐานครั้งนี้ไม่น่าจะคลาดเคลื่อน  หากข้าพเจ้าคิดได้ในตอนนั้น  แจ้งให้พนักงานสอบสวนไปสอบเจ้าของที่ดินที่ไม้กราดถูกตัด  ถามคาดคั่นว่าจ้างใครมาเลื่อย  เท่านี้ก็สาวตัวการผู้สนับสนุนออกมาได้จนหมด  งานนี้ช้าไปหลายก้าวทีเดียว  มิน่าพนักงานสอบสวนจึงได้พูดเช่นนั้น  คงคิดว่าข้าพเจ้าไม่อยากจะฆ่าลูกน้อง  เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหากข้าพเจ้าจะผิดก็น่าจะเป็นข้อหาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือบกพร่องโดยสุจริตสำหรับคนกระทำกรรมจะเป็นตุลาการที่ตัดสินได้เที่ยงตรงที่สุด

 


Last updated: 2015-03-08 10:11:03


@ บกพร่องโดยสุจริต(2)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ บกพร่องโดยสุจริต(2)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
935

Your IP-Address: 44.192.52.167/ Users: 
932