รักคนอื่นถ้าอยากให้คนอื่นรักเรา
 
     
 
บกพร่องโดยสุจริต (1)
ข้าพเจ้ารับฟังและอดคิดไม่ได้ว่า หน่วยงานในสนามมีกำลังพลที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง กลับมีข้าราชการและลูกจ้างประจำไม่ถึง 4 คน
 

                ...แสงที่สาดจ้าทะลุผ้าม่านสีเหลือง  บ่งบอกให้รู้ว่า  ดวงทินกรเริ่มทำหน้าที่ของท่านแล้ว  ข้าพเจ้ารีบลุกจากเตียงที่ตั้งไว้ชิดหน้าต่าง ใช้มือขวาเลิกมุ้งที่กางออกแล้วลุกขึ้นจัดการกับมันให้อยู่ในสภาพเดิมพร้อมที่จะกางต่อไป...เมื่อวานเหนื่อยมาทั้งวัน  เพราะพาผู้ใต้บังคับบัญชาทำการจับกุมไม้งิ้วป่า  โดยได้ต่อท่อนพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนดู  ว่าเป็นไม้มาจากต้นเดียวกัน  ข้าพเจ้าพักอยู่ที่ห้องชั้นบนสำนักงาน  ซึ่งได้ออกแบบให้มี    ห้อง  ห้องของข้าพเจ้าอยู่ด้านหน้า  โดยหันหน้าไปทางทิศใต้  มีห้องติดกันอีกหนึ่งห้องอยู่ทางทิศเหนือ  เป็นห้องที่ใช้เก็บอุปกรณ์การกระทำผิด  เช่น  เลื่อยโซ่ยนต์  คนออกแบบหน่วยก็แปลกทางขึ้นเป็นด้านหน้าซึ่งมีบันไดขึ้น    ระดับ  อยู่ทางหัวนอนของข้าพเจ้า  และตรงหัวนอนยังทำเป็นระเบียงกว้างประมาณเมตรครึ่ง  หากผู้ร้ายขึ้นมาได้จ่อปืนเป่ากระหม่อมคนนอนขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าสบายไปเลย  แต่คนออกแบบคงไม่ได้คิดให้เป็นห้องนอน  คงต้องการให้เป็นสำนักงาน  เพื่อว่าคนมาติดต่อจะได้นั่งรอก่อนที่จะเข้าไปติดต่องานในห้อง  ซึ่งภายในด้านตะวันตกข้างห้องทั้งสองเป็นห้องโถง  คงคิดว่าจะให้วางโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่  ระดับต่าง ๆ ส่วนห้องนอนของข้าพเจ้าคงต้องการให้เป็นห้องทำงานของหัวหน้า  ห้องติดกันคงเป็นห้องของผู้ช่วย  แต่คนมาอยู่กลับใช้ผิดประเภท  ดันเอาใต้ถุนสำนักงานกั้นห้องเป็นที่ทำงาน  เกือบทุกแห่งจะคล้าย ๆ กัน  เพราะหน่วยป้องกันในสมัยก่อนสร้างเป็นเรือนใต้ถุนสูง  และถ้ามองจากถนนจะเห็นยิ่งสูงโด่เด่  เพราะดินเดิมเป็นที่นา  ตอนที่ข้าพเจ้ามาคุมการก่อสร้างเคยท้วงติงไปบ้างแต่ไม่มีใครรับฟัง  ห้องที่ติดกับห้องนอนข้าพเจ้าปัจจุบันมีเลื่อยโซ่ของกลางเก็บรักษาไว้โดยบางส่วนมีการล่ามโซ่  ถ้าได้มาใหม่ก็เพียงวางไว้  แต่ประตูมีกุญแจล็อกไว้  1  ดอก  ทุกคนในสำนักงานไม่ใคร่มีใครได้ขึ้นมานอกจากเอาเลื่อยมาเก็บ  และเห็นว่าข้าพเจ้านอนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ แล้วต่างเย็นใจ  เท่ากับว่าข้าพเจ้าเป็นคนเฝ้าของกลางไปโดยปริยาย  ...มองดูนาฬิกาเห็นว่าสายแล้ว  รีบเข้าห้องนำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดทำงาน  ทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นวันเสาร์   น่าจะเป็นวันหยุดแต่ข้าพเจ้าได้นัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาปฏิบัติงาน  เนื่องจากได้ทิ้งไม้ของกลางที่จับเมื่อสองวันที่แล้ว  วันนี้จะต้องรีบขนมาเก็บไว้ให้เรียบร้อย  ทิ้งไว้นานอาจสูญหายได้  พอลงมาข้างล่างได้ยินเสียงเรียกจากใครคนหนึ่ง....

                “พี่ทศ  ทางนี้”

                ข้าพเจ้ามองไปเห็นมีอาหารวางอยู่บนโต๊ะแล้ว  พรรคพวกที่นั่ง  มีประเวศ  ซึ่งเป็นข้าราชการ  พร้อมพิทักษ์ป่า  มีเจ้าฉลาด  และนอกนั้นเป็นลูกจ้างเจ้าน้อย และเจ้าอ็อด  ...เมื่อนั่งที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว  ประเวศถือถ้วยกาแฟมาส่งให้  กลิ่นหอมกรุ่นที่เดียว  บนโต๊ะมีอาหาร  ปาท่องโก๋  ข้าวเหนียว  ไก่ย่าง  แจ่ว...  พอข้าพเจ้าบอกให้ลงมือได้เท่านั้นแหละ  พริบตาเดียวของที่อยู่บนโต๊ะอันตรธานหายไปในเวลารวดเร็ว  ข้าพเจ้ามองดูแล้วเห็นใจเพราะเราคนเดียวตื่นสายทำให้ทุกคนต้องแขวนท้องรอ  ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นวันธรรมดาก็ต่างหารับประทานกันเอง  แต่วันนี้มีนัดหมายจะไปขนไม้ตอนเช้า  เพราะบ่ายจะร้อน  ข้าพเจ้าจึงถามความพร้อมไปว่า....

                “ประเวศ  วันนี้เราเอากำลังไปเท่าไหร่ดี?”

                ประเวศรีบรายงานทันทีว่า...  “กำลังคนงานทั้ง  8  คนเอาไปหมด  มีผม  และเจ้าฉลาดอีกคน  ถ้าพ่วงพี่ด้วยก็เป็น  11  คนพอดี  ทิ้งตารงค์ไว้เฝ้าหน่วยคนเดียวคงจะพอ”

                ประเวศแจงกำลังพลให้ฟังอย่างพร้อมสรรพ  สำหรับคนสุดท้ายที่ประเวศกล่าวถึงคือ  นายณรงค์  ซึ่งเป็นนักการภารโรงของหน่วยอยู่มาตั้งแต่ก่อสร้างหน่วย  มีบ้านและครอบครัวอยู่ในตัวอำเภอ  ข้าพเจ้าจึงถามต่อไปว่า....

                “แล้ววันนี้ใครอยู่เวรตามคำสั่งหน่วย” 

                ประเวศตอบโดยไม่ต้องคิดว่า  “ก็ตารงค์นั้นแหละพี่  อยู่  3  วัน  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันจันทร์”

                ข้าพเจ้ารับฟังและอดคิดไม่ได้ว่า  หน่วยงานในสนามมีกำลังพลที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง  กลับมีข้าราชการและลูกจ้างประจำไม่ถึง  4  คน  เช่นหน่วยข้าพเจ้ามี  ประเวศและข้าพเจ้าเท่านั้นที่เป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  2  คน  ตารงค์กับฉลาด  นอกนั้น  เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน  ในนามราษฎรพิทักษ์ป่า  ซึ่งดูแลป่าสงวนแห่งชาติ  3  ป่า  เนื้อที่รวมกันเกือบ  50,000  ไร่  มียานพาหนะคันเดียว  ดีว่าได้รถกระบะ  2  คัน  มาแทนดัทสันคันเก่า  ซึ่งมีอายุเกือบ  20  ปี ....  เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว  ข้าพเจ้ารีบตรงไปที่รถ  ขึ้นไปนั่งข้างคนขับ  ซึ่งข้าพเจ้าลืมบอกไปว่า  ยังมีลูกจ้างประจำ  ตำแหน่งคนขับรถอีกคน  คือ  เจ้าแมว  นั่งสาวพวกมาลัยอยู่ข้างตัวข้าพเจ้า  คนนั่งถัดไปเป็นประเวศ  นอกนั้นนั่งกระบะหลัง  ข้าพเจ้าชวนคุยไปพราง ๆ ...

                “ประเวศคุณได้เอาล้อพ่วงไปด้วยหรือเปล่า?” 

                ประเวศตอบว่า  “เอาไปซิพี่  ไม่มีตัวนี้  เอาไม้มาไม่ได้แน่นอน  นอกจากออป.  จะส่งรถจอหนังมาช่วย”

                นึกไปแล้วเห็นจริง  ข้าพเจ้าคิดว่าไม้พะยอมที่เราจะไปขนมาครั้งนี้มันยาวถึง  6  เมตร  ความโตเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  60  ถึง  80  เซนติเมตร  ความโตวัดรอบต้นเกือบ  200  เซนติเมตร  ขณะที่กระบะรถยาวไม่ถึง  3  เมตร  ถ้าข้าพเจ้าไม่คิดประดิษฐ์ล้อพ่วง โดยไปซื้อเพลาของรถพวงไถเดินตามพร้อมล้อ  2  วง  มาจัดการทำรถพ่วง เราคงชักลากไม้ที่จับจากป่าออกมาไม่ได้  ไม่เหมือนบางคน  เห็นว่าเอาออกไม่ได้ทั้งๆที่ยังไม่พยายาม  ก็ขออนุมัติทิ้งของกลาง  เลยกลายเป็นขนมหวานให้พวกลักลอบตัดไม้ยกโขยงไปแปรรูปเอาไปหมด  พอกลับไปดูอีกทีเหลือแต่ปีกไม้ให้เจ็บใจ  งานปราบปรามการลักลอบตัดไม้จะมีความยากลำบากตรงที่ของกลางมีขนาดใหญ่  หากคนจับใจไม่ถึงจริง ๆ คงจะผ่านงานนี้ไปได้ยากไม่เหมือนจับไพ่ จับยาเสพติด  ของกลางมีขนาดเล็ก  เอามาประกอบคดีได้ง่าย  ข้าพเจ้านึกต่อไปว่าตอนย้ายมาจากสำนักพัฒนาที่ขุขันธ์ใหม่ ๆ กว่าจะยกระดับหน่วยงานให้ขึ้นมามีศักยภาพทางการจับกุมดำเนินคดีป่าไม้นั้นว่ายากแล้ว  สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้หน่วยงานของเราต้องโอเวอร์หน่วยราชการอื่นในพื้นที่  ห้ามอันเดอร์เด็ดขาด  ความหมายที่ว่า  โอเวอร์หน่วยงานอื่นนั้น  หมายถึง  ความขยันหมั่นเพียร  พยายามในการป้องกันรักษาป่า  แต่ที่สำคัญที่สุดคือ  “ความสุจริต”  เพราะมันตีความไปถึงการเป็นเกราะกำบังภัยรอบด้านที่จะมาถึงตัว  อดีตหน่วยนี้เจ้าหน้าที่บางคนเก็บส่วยรถไม้เรือนเก่า  และบางคนคุมเลื่อยโซ่ยนต์  กว่าจะจัดการให้แต่ละคนมาอยู่ในแถวเดียวกันได้เหนื่อยพอดู  พอผลที่ทำให้พวกเขามีคุณภาพและซื่อตรงมันนำมาซึ่งบารมีของเจ้าหน้าที่  เวลาไปติดต่อราชการกับหน่วยราชการอื่น  แม้กระทั่งตำรวจ  ต่างได้รับการให้เกียรติจากหน่วยงานต่าง ๆ จนเป็นที่ภาคภูมิใจของเจ้าหน้าที่  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มีความพยายามที่จะทำความดีโดยไม่ย่อท้อ  แต่จะรักษาความดีนี้ไปได้นานเท่าใดแล้วแต่รากเหง้าของจิตใจของคนผู้นั้น  พระพุทธองค์ทรงแบ่งมนุษย์ออกเป็นบัว  4  เหล่า  ต่างเกิดจากโคลนตมด้วยกันทั้งสิ้น  แต่แล้วก็เติบโตไม่เท่ากัน  ก่อนที่ความคิดคำนึงจะไปมากว่านี้  รถที่บรรทุกพวกเรามาถึงที่เกิดเหตุ  สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเป็นไม้พะยอม  ถูกตัดล้มลงด้านปลายได้ตัดแล้วท่อนไม้ยังวางอยู่บนตอ  ซึ่งสูงพอ ๆ กับกระบะรถ  เจ้าแมวถอยรถเข้าไปจ่อ  ไม้บนตอสูงกว่ากระบะประมาณ  3-4  เซนติเมตร  นับว่าพระเจ้ายังมีเมตตาอยู่บ้าง  ไม้ล้มคาตอยังไม่ขาดเลยเสียทีเดียว  มันจึงพยุงให้คาอยู่ได้  พวกเราหาไม้มางัดให้มันไหลลงไปบนกระบะเมื่อใช้เลื่อยช่วยตัดต่อจนท่อนโคน  บัดนี้ไปนอนนิ่งสงบอยู่ท้ายรถลึกประมาณ  50  เซนติเมตร  เสร็จจากโคนต้นแล้วให้ทุกคนหยุดพัก  ประเวศเดินตรงมาหาถามขึ้นว่า...

                “ท่อนปลายเราจะเอาอย่างไรดีพี่?”

                “ใช้หลักฟิสิกส์ที่เคยทำมา  คานดีด  คานงัดยังไง” 

                ข้าพเจ้าให้คำตอบไป  ประเวศพยักหน้ารับทราบ  แล้วเดินไปนั่งยังร่มไม้  ดื่มน้ำนั่งพักเหมือนคนอื่น ๆ   หรับบรรดาผู้พิทักษ์ป่าของเรา  เห็นกำลังวุ่นอยู่กับการแย่งชิงบุหรี่กันอยู่  นัยว่า  เจ้าฉลาดซึ่งมีมีบุหรี่สายฝนก้นกรองเหลือในซองเพียง  6  ตัวไม่พอ  จึงใช้วิธีผลัดกันดูด  อัดเข้าปอดคนละอึกจนกว่าจะหมดมวน  ส่วนเจ้าของบุหรี่เดินคีบบุหรี่  1  มวนด้วยมือซ้ายเดินเอ้อระเหยสูบคนเดียวสบายใจเฉิบ  ข้าพเจ้าเพิ่งได้สังเกตเห็นว่า  เจ้าฉลาดนั้นถนัดมือซ้ายทั้ง ๆ ที่  อยู่ด้วยกันมาเกือบหนึ่งปีแล้ว  พอทุกคนหายเหนื่อยแล้วพากันจัดการเอาไม้ส่วนปลายขึ้นรถจนสำเร็จ  แล้วพากันเดินทางกลับหน่วย  ถึงที่พักเป็นเวลาเที่ยงพอดี  ทุกคนกำลังหิว  แต่ก็มีอาหารตั้งที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว  โดยไม่ทราบว่ามาอย่างไร  พอดีประเวศเดินมา  จึงถามไปว่า

                “ใครไปซื้อมาถึงได้เร็วอย่างนี้”

                ประเวศไขข้อข้องใจว่า...  “ผม ว.  ให้ตารงค์ไปซื้อไก่มาต้มไว้รออยู่ก่อนแล้ว  ไม่นึกว่าแกจะทำได้เสร็จทันพอดี”

                ทุกคนต่างเข้านั่งประจำที่  จัดการกับเรื่องท้องจนอิ่มกันถ้วนหน้า  ข้าพเจ้าบอกตารงค์ว่า  วันนี้จะกลับบ้านในตัวเมืองคงจะมาตอนเช้าวันจันทร์  ทางนี้ฝากดูแลหน่วยด้วย  แต่พวกเราก็อยู่หลายคน  แต่ถ้ามีอะไรด่วนตามตัวได้  เสร็จแล้วก็ขึ้นไปที่ห้องเก็บข้าวของเครื่องใช้  เสื้อผ้าที่จำเป็นจะต้องซักเอาไปจัดการให้เสร็จ......

                ...ตื่นมาเช้านี้ไม่สดชื่นเหมือนทุกวัน  ทั้ง ๆ ที่นอนเต็มอิ่ม  ได้พักวันอาทิตย์ทั้งวัน  รีบเก็บเสื้อผ้าบอกแม่บ้านแล้วลงจากบ้านไปที่โรงรถเปิดประตูรถกระบะส่วนตัว  เหวี่ยงกระเป๋าเข้าไปเก็บ  ขับรถออกจากบ้านมาถึงหน่วยเวลาประมาณ  09.30  น.  ที่หน่วยขณะนี้เงียบสงบปราศจากสรรพสัตว์โลก  ออกมาเดินเพ่นพ่านให้เห็น  ข้าพเจ้าเอารถไปจอดไว้ใต้ร่มไม้  เพราะโรงรถที่ต่อหลังคายื่นมาจากพื้นชั้นบนด้านขวา  บัดนี้ยังมีโต๊ะไม้ตั้งอยู่  แสดงว่า  ตารงค์ให้พรรคพวกยกมาตั้งเพื่อนอนเวรยามในตอนกลางคืน  พอเช้ามายังไม่มีใครเข้าสำนักงาน  ตัวแกคนเดียวยกไม่ไหวจึงทิ้งไว้ก่อน  สักครู่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงอาบน้ำมาจากบ้านพักของประเวศ  แสดงว่าตื่นแล้ว  นึกในใจว่าขึ้นห้องเอาของไปเก็บก่อนดีกว่า  แล้วก็หิ้วกระเป๋าเดินขึ้นบันได...

                ก่อนก้าวขึ้นมองไปที่บันไดขั้นที่สอง  สายตามองไปเห็นก้นบุหรี่  มันเป็นบุหรี่ก้นกรองที่ถูกวางไว้  ถ้าเดาไม่ผิดคนสูบคงสูบไม่หมดมวน  รีบวางไว้  เพราะตำแหน่งขี้เถ้าบุหรี่มันตกไปที่บันไดขั้นที่หนึ่งมากพอสมควร  ห่างจากราวบันไดประมาณ  50  เซนติเมตร  ข้าพเจ้าเก็บมันขึ้นมาเอากระดาษทิชชูห่อคิดว่าจะเอาไปทิ้งที่ถังขยะบนห้อง  เพราะถ้าดีดทิ้งจะเป็นการมักง่าย  เคยสอนลูกน้องทุกวันให้รักษาความสะอาด  5  ส.  ก็ทำมาแล้ว  เดินถือก้นบุหรี่ขึ้นไปที่ห้องไขกุญแจแล้วเปิดประตูห้อง  ถังขยะอยู่ตรงนั้นพอดี  หย่อนทิ้งมันลงไป  พอเงยหน้าขึ้น  มองไปที่บานประตูห้องข้าง ๆ ...พระเจ้าช่วย... บัดนี้  กุญแจที่ได้ใส่และงับไว้มันถูกยืดออกจากรูของมันแขวนไว้แน่นิ่งอยู่...ใจหายวาบ  ก่อนที่จะเปิดตู้ห้องของตัวจำเป็นต้องหันไปดูรอบ ๆ ห้องโถง  และแล้วสิ่งที่สังหรณ์ใจก็ปรากฎบนคลองจักษุ...เลื่อยโซ่ยนต์ที่ปราศจาก  บาร์ และโซ่  ตัวหนึ่งถูกวางไว้ริมเสาทางออก  สีส้ม...ในตอนแรกตกใจคิดว่าจะวิ่งเข้าไปเปิดประตูห้องเก็บเลื่อยดู...สติกลับคืนมา  อย่าดีกว่า  ตั้งสติหายใจลึก ๆ โดนเข้าแล้วนายทศเอ๋ย  มันกล้าล้วงคองูเห่าเข้าให้แล้ว  นั่งตรงประตูทางเข้าห้องโถง  ตั้งสติให้มั่นพินิจพิจารณา  งานนี้จะเอาอย่างไรดี  มีทางให้เดินอยู่  2  ทาง  ถ้าดำเนินการตามข้อเท็จจริง  ผลที่ได้รับในทางส่วนรวมนั้นจะมีศักดิ์ศรีกว่า  หมายถึง  การแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าของกลางเลื่อยโซ่ยนต์ถูกโจรกรรม  การที่จะได้ตัวผู้กระทำผิดหรือได้เลื่อยยนต์คืนนั้นห้าสิบห้าสิบ  แล้วแต่ฝีมือพนักงานสอบสวน  แต่ตัวเขาเองคิดว่ามีโอกาสน้อยและผลที่จะตามมา  คือ  เมื่อเขารายงานให้เขตทราบ  อันดับแรกเขตต้องตั้งกรรมการมาสอบสวนข้อเท็จจริง  ซึ่งข้อนี้ตอบได้เลยว่า  คนที่ต้องรับผิดชอบมีอยู่  2  คน  คือ  ตัวเขาเอง  และตารงค์  ความผิดมี  2  ฐาน  คือ  ผิดวินัยข้าราชการ  ฐานที่สอง  ความผิดทางแพ่งต้องชดใช้ค่าเสียหาย  สำหรับวินัยนั้นเดาไม่ถูกว่าจะอยู่ในระดับใด...แต่ถ้าหากต้องการให้เรื่องจบลงโดยไม่ต้องแจ้งความ  เพียงแต่หาเลื่อยเก่า ๆ มาสวมแทน  ซึ่งก็หาได้ไม่ยากนัก  เพราะเลื่อยที่จับมาส่วนใหญ่หมายเลขเครื่องถูกตะไบทิ้งเกือบทุกตัว...และแล้วพันก็ฉุกได้คิดว่า  ถ้าดำเนินการประการที่ 2  พวกเราไม่รู้  แต่โจรที่มาขโมยมันรู้  หากมันนำไปเปิดโปงก่อนที่เราจะหาเลื่อยมาสวมแทนคราวนี้แหละหนักแน่นายทศเอ๋ย...เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วรีบลงจากห้องทั้ง ๆ  ที่ยังไม่ได้เก็บของเข้า  เดินไปเรียกประเวศ....!!

                “เวศ  คุณแต่งตัวเสร็จแล้วยัง?  ลงมาพบผมหน่อย”

                ประเวศวิ่งลงบันไดบ้านพักข้าราชการ  ระดับ 2  ซึ่งมีขนาดเล็กมาก  เมื่อถึงพื้นที่ถามขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจว่า  “มีอะไรหรือพี่  ดูท่าทางรีบร้อน”

                ข้าพเจ้าให้เดินตามไป  แล้วชวนขึ้นไปดูข้างบนสำนักงาน  พอประเวศเห็นอุทานออกมาเบา ๆ แล้วก็เงียบไป...

                “มันมาเอาได้ยังไง  ตารงค์นอนเฝ้าอยู่ที่โรงรถที่พี่จอด  ห่างจากบันไดไม่ถึง  10  เมตร”

                ข้าพเจ้าไม่ออกความเห็นเพราะมันเป็นไปได้  2  ทาง  คือ  ตารงค์หลับเป็นตาย  หรือตารงค์ไม่ได้มานอน  เพราะข้าพเจ้าไม่อยู่ไม่มีใครตรวจเวร  แต่ประเด็นนี้ตารงค์ไม่มีประวัติหนีเวร  เพราะแกซื่อตรงยังกับไม้บรรทัด  ไม่อยากให้ทุกอย่างมันเนิ่นนานไป  เมื่อตัดสินใจแล้ว  จึงให้ประเวศไปแจ้งความ...

                ...พนักงานสอบสวนพร้อมทีมงานอีก  2  คน  ได้มาที่หน่วย  ข้าพเจ้าได้พาขึ้นไปที่ห้องเกิดเหตุ  ก่อนเข้าห้องเก็บเลื่อย ข้าพเจ้าเอื้อมมือไปจะปลดกุญแจ  แต่ถูกพนักงานสอบสวนปัดมือออก  แล้วให้นายสิบสวมถุงมือเป็นผู้ถอดแม่กุญแจออกจากสายยู  แล้วเข้าไปตรวจในห้อง  ปรากฏว่า  มีเลื่อยโซ่ยนต์หายไป  2  ตัว  ตรงกลางห้องมีบาร์ถูกถอดวางไว้  1  ตัว  นายสิบผู้ที่สวมถุงมือได้นำมันไป โดยข้อเท็จจริงแล้วขโมยต้องการเลื่อยจำนวน 3 ตัว  แต่เอาไปได้  2  ตัว  ส่วนตัวที่ทิ้งไว้ตรงเสาข้างประตูทางออกคงเอาไปไม่ได้  ไม่ทราบเพราะเหตุใด  นายสิบผู้นำบาร์เลื่อย  (แผ่นนำร่องโซ่)  ออกมาวางตรงระเบียงเปิดกระเป๋าที่ติดตัวมา  เริ่มนำเครื่องมือออกมา  มีแปรงขนอ่อน  และตลับผงฝุ่น  และมีเทปใส  1  ม้วน  วางอยู่ข้าง ๆ เริ่มทำการปัดฝุ่นไปตำแหน่งที่คิดว่าจะเป็นลายนิ้วมือ  เสร็จแล้วนำเทปใสตัดเปะลงแล้วลอกลายพิมพ์นิ้วมือจนหมดแผ่น  การหาลายพิมพ์นิ้วมือแฝงในสมัยก่อนเคยได้ยินเขาเรียกว่า  “พาราฟีน  เทส”  ซึ่งปัจจุบันหมดความนิยมแล้ว  เมื่อถ่ายรูปเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุแล้วก็กลับ  ก่อนจะกลับพนักงานสอบสวนซึ่งท่าทางจะจบจากโรงเรียนนายร้อยมาใหม่แจ้งว่า  ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในหน่วยไปพิมพ์ลายนิ้วมือที่สถานีตรวจได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป  พอตำรวจไปหมดแล้วข้าพเจ้าเรียกประชุมเจ้าหน้าที่  ทุกคนสอบถามพอจะสรุปได้ความว่า  เหตุน่าจะเกิดคืนวันเสาร์  วันที่เราไปชักลากไม้  พอข้าพเจ้ากลับเข้าเมืองคืนนั้นเป็นคืนปฏิบัติการของพวกตีนแมว  เป็นการคาดการได้แม่นยำว่า  ข้าพเจ้าจะไม่กลับมาหน่วยอีก  ทั้ง ๆ ที่เคยปรากฏว่า  ข้าพเจ้าเมื่อกลับบ้านแล้วเคยมาตรวจเวรในตอนตีสองก็มี  ตอนนั้นเล่นเอาเวรยามซึ่งเป็นตารงค์  ตกใจนึกว่ามีเหตุด่วนเหตุร้าย  แต่ครั้งนี้น่าจะจับทางข้าพเจ้าถูกเพราะวันนั้นเหนื่อยและเพลียมาก  คงหอบสังขารมาไม่ได้แน่  ทุกคนที่เข้าประชุมต่างก้มหน้าไม่กล้าสบตา  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ติดใจสงสัยใคร  คิดว่าพวกเราทำงานเป็นทีม  ถ้าเล่นแทงกันข้างหลัง  คงจะได้รับกรรมไปเอง  เมื่อทุกคนแยกย้ายไปหมดแล้ว  คงเหลือแต่ประเวศ  ซึ่งหน้าตาออกจะเครียดไปหน่อย  ถามขึ้นมาว่า...

                “พี่สงสัยใครบ้างหรือเปล่า ? ทำไมพี่รีบแจ้งความ  เรามีทางออกหลายทาง”

                ข้าพเจ้ารีบตอบไปว่า...  “ผมสงสัยใครไม่ได้หรอก  ลูกน้องทั้งนั้น  ผมเป็นหัวหน้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ  ที่ผมต้องแจ้งความ  คุณก็รู้นิสัยผมดีอยู่แล้วว่า  ผมถือคติจริงคือจริง  เราจะได้ไม่ต้องเสแสร้งแต่งเรื่องเปลืองสมอง  ปัญหาทุกอย่างมีทางออกของมันอยู่แล้ว”

                ประเวศถามข้อสงสัยต่ออีกว่า  “แล้วใครจะรับผิดชอบละพี่”

                ข้าพเจ้าตอบโดยไม่ต้องคิด  “ก็ผมนี้แหละในนามหัวหน้าหน่วย  คุณคงเกรงตารงค์จะลำบากละซิ  ไม่ต้องกลัวผมรับผิดชอบ”

 


Last updated: 2015-02-07 10:54:11


@ บกพร่องโดยสุจริต (1)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ บกพร่องโดยสุจริต (1)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
937

Your IP-Address: 3.236.65.63/ Users: 
936