ความกลัวเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์
 
     
 
แค้นนี้ 10 ปียังไม่สาย
ปรากฏว่าไม้อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติจริงแต่อยู่ในเขตป่าห้วยสำราญ ที่เตรียมประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แล้วข้าพเจ้าก็ได้แจ้งให้พวกเราทราบว่าไม้ของเสี่ยอ้วนถูกต้องตามกฎหมายจับไม่ได้
 

                เสียงโวกเวกดังมาจากโรงรถเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องเงยหน้าขึ้นจากหนังสือราชการ มองออกไปเห็นสานนท์และคู่หูเจ้าจ้อง ชื่อเต็มว่าอัจฉระย์ เกิดประโคน พูดคุยโต้ตอบกันแบบคนมีอารมณ์ด้วยกันทั้งคู่ ดูท่าทางว่าจะเห็นข้าพเจ้าอยู่ในห้องทำงาน เท่านั้นแหละทั้งคู่ตรงดิ่งมาทันที แล้วเข้ามานั่งตรงหน้าทั้งสองคน คนแรกที่โพล้งวจีออกมาคือเจ้าจ้อง....

                “พี่หน่วยของเราแย่แล้ว?” 

 ยังไม่ทันที่จะได้พูดต่อจนจบกระบวนความคู่ขาที่มาด้วยชิงเสริมทันที...

                “พวกเราอุตส่าห์ทำความดีมาตั้งนานหมดกัน”

ข้าพเจ้ามองไปที่คนทั้งสองแล้วปรามไปเบาๆว่า...

“ตังสติก่อนแล้วเล่ามาทีละคนในที่ประชุมอำเภอเขาว่าอะไร?”      

 สานนท์ซึ่งอาวุโสกว่าพูดขึ้นก่อนว่า...

“การประชุมในตอนแรกดำเนินการไปด้วยดี แต่ตอนใกล้จะจบนี้ซิมีกำนันคนหนึ่งตั้งกระทู้ถามท่านนายอำเภอว่าตามตำบลที่มีชายแดนติดกัมพูชามีรถสิบล้อบรรทุกไม้เต็มรถวิ่งผ่านไม่เว้นแต่ละวัน ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราบ้างเลยป่าจะหมดแล้ว พอกำนันพูดจบท่านนายอำเภอเริ่มมองรอบๆห้อง คงจะหาผู้รับผิดชอบให้ช่วยตอบพอดีพี่ประชา  ป่าไม้อำเภอลุกขึ้น ผมจึงไม่ต้องชี้แจง”

 พอสานนท์พูดจบ ข้าพเจ้าถามต่อว่า...

 “แล้วคุณประชาตอบว่าอย่างไรล่ะ?”

สานนท์ จึงต้องเล่าต่อว่าประชาได้ตอบในที่ประชุมว่าได้ไปตรวจแล้วเป็นรถขนไม้ฟืนส่งศูนย์อพยพกัมพูชาที่ไม่จับเพราะปัจจุบันนี้พระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้ามไม่ได้กำหนดให้ไม้ฟืนเป็นของป่าหวงห้ามแล้ว สมัยก่อนให้ครอบครองได้ 5 ลูกบาศก์เมตร แต่ถ้าใครเห็นพวกนี้ไปตัดไม้ในเขตป่าขอให้แจ้งด้วยดูที่ประชุมจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง สานนท์สรุปในที่สุดคราวนี้มาทางเจ้าจ้องบ้างพูดขึ้นว่า...

“รู้สึกว่าท่านนายอำเภอยังไม่หายข้องใจเห็นถามและพูดเปรยๆว่าได้ออกตรวจราชการท้องที่กลับจากตรวจในตอนกลางคืนเห็นมีไม้กองเป็นจุดๆ เป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 50 เซนติเมตร ท่อนเท่าแขนผ่าซีกแล้วก็มี  ท่านจึงสั่งป่าไม้อำเภอในที่ประชุมให้ไปตรวจสอบแล้วมารายงานที่ประชุมคราวหน้า แต่ที่สำคัญท่านมองมาทางผมกับพี่สานนท์ นี่ซิทำให้ผมไม่สบายใจ อาจจะคิดว่าพวกเรารู้เห็นเป็นใจก็ได้”

พอเจ้าจ้องพูดจบข้าพเจ้าพูดปรามไปว่าอย่านึกเอาเอง ถ้าเราทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว จงหนักแน่นเข้าไว้ จริงคือจริง เชื่อผม  แล้วทั้งคู่ขอตัวไปรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่ไม่ใคร่จะแจ่มใสนัก...!!

                ข้าพเจ้ามองดูนาฬิกาที่ผนังห้อง เวลา 12.20 น. แล้วคนไปซื้ออาหารกลางวันยังไม่กลับมาเลย แล้วความคิดก็สะดุดหยุดลงเมื่อมีเสียงท่อไอเสียทะลวงไส้ดังสนั่นแล้วหยุดทันที  ประเวศหิ้วถุงพลาสติกพร้อมตะโกนเรียกนักการให้หาภาชนะมา พอจัดโต๊ะเสร็จข้าพเจ้าซึ่งรออยู่แล้วไม่ต้องเรียกเข้าประจำที่  ฟังฝ่ายพลาธิการเล่าให้ฟังว่าไปขอลัดคิวส้มตำ มีชื่อของอำเภอมาได้ก่อน  ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะหยิบไก่ย่างเจ้าจ้องเดินมาสมทบแล้วตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องการประชุมให้ประเวศฟัง ผู้ฟังนั่งฟังอย่างสงบแต่คนเล่ามีอารมณ์ตลอดแต่พอระบายออกไปทุกอย่างก็เริ่มเย็นลง  เสร็จกิจเรื่องอาหารข้าพเจ้ากลับไปนั่งที่โต๊ะอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองเล่าให้ฟังมาขบคิด เนื่องจากมันมีผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วงป้องกันรักษาป่าท้องที่เกิดเหตุตอนมาบริหารหน่วยครั้งแรกกว่าจะปัดกวาดให้หน่วยหมดราคีคาวและขจัดความเป็นสีดำให้กลับมาเป็นสีขาวไม่ใช่เรื่องง่ายจะให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เด็ดขาด ขณะที่ภวังค์กำลังติดเทอร์โบ  มีบุรุษมานั่งตรงหน้าตอนไหนไม่รู้ใจลอยจริงๆเลยเรา เรียกสติคืนมาคนที่มานั่งไม่ใช่ใครประเวศนั่นเอง   แล้วเสียงก็หลุดจากคนมาหาว่า .. “พี่คิดยังไงกับเรื่องที่กำนันถาม?”

                ข้าพเจ้าจึงตอบแบบไม่มั่นใจนักว่า...

                “อาจจะเป็นการเข้าใจอะไรที่ผิดพลาดก็ได้ แต่ป่าไม้อำเภอเขาชี้แจงดูจะเคลียร์แล้วนิ กำนันคงไม่กล้าหมิ่นหน่วยเราหรอก สองคนนั้นอาจร้อนตัวเกินไป แต่มีคนทักแล้วต้องตรวจสอบ จะเป็นรายเดียวหรือเรื่องเดียวกันกับไม้ที่เราตามเสี่ยอ้วนมาปีกว่าแล้วยังจับไม่ได้ซักที คุณไปหาข่าวหน่อยแล้วกัน สองคนนั้นสติแตกแล้ว”

ประเวศรับคำสั่งไม่โต้แย้งอะไร ...?

                สองวันผ่านไปคนรับคำสั่งได้มารายงานให้ทราบว่าได้ไปสอบถามกำนันเจ้าของเรื่องแล้วรถที่ขนไม้เป็นรถสิบล้อกระบะทึบครึ่งคันต่อขึ้นไปเป็นคอกหมูสูงรวมกัน 2 เมตรครึ่ง ชอบวิ่งขนตอนเย็นเลาะตามริมชายป่าไปส่งที่ศูนย์อพยพที่เราเรียกว่า “ไซท์บี” และได้ไปสอบถามที่ศูนย์แล้วทราบว่าเสี่ยอ้วนประมูลการส่งไม้ฟืนให้อาทิตย์ละ 20 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ประกอบอาหารชาวเขมรในศูนย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ  มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ เป็นเงินสนับสนุนจาก องค์การสหประชาชาติ พ่อค้าบางคนก็ประมูลส่งข้าวสาร อาหารแห้ง บางคนก็ส่งอาหารสด จะมีโรงครัวจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงเป็นไม้ เพราะพลังงานอย่างอื่นงบประมาณไม่พอ พ่อค้าที่ได้รับการประมูลจึงจำเป็นต้องหาวัตถุจากพื้นที่เป็นไม้จากที่ดินของชาวบ้าน และบางครั้งถ้าเจ้าหน้าที่เผลอก็แอบเอาจากป่าห้วยสำราญ ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาห้วยเสน ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยทับทัน  พอประเวศเล่ามาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าจำเหตุการณ์วันนั้นได้แม่นยำทีเดียวไม่นึกว่ามันเริ่มจะเข้ามาใกล้ตัวแล้ว...?

                วันนั้นเวลาเกือบจะล่วงมาปีเศษแล้ว เจ้าตั๊บมือหาข่าวแจ้งว่าได้ยินเสียงเลื่อยยนต์แถวชายป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยทับทัน เจ้าตัวยังไม่ได้เข้าไปดูที่เกิดเหตุจึงแจ้งมาก่อนว่าหัวหน้าจะเอายังไง เมื่อรับข่าวจึงเรียกประเวศมาแล้วสั่งการไปว่า...

ให้จัดกำลังเดี๋ยวนี้มีใครอยู่เอาไปให้หมด รวบรวมแล้วได้เจ้าจ้อง สานนท์ และพิทักษ์ป่าอีก 4 คนรวมข้าพเจ้าประเวศและเจ้าแมวคนขับรถเป็น 9 คน  บวกเจ้าตั้บในพื้นที่เป็น 10 คนพอดี ขณะที่นั่งในรถประเวศถามขึ้นว่าจะใช้แผนไหนดี จึงบอกว่าไปหาเจ้าของข่าวก่อน พอถึงพบกันแล้ว ทุกคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาแต่ไกล ข้าพเจ้าจึงให้ประเวศนำแผนที่ป่าสงวนป่าห้วยทับทันมากางแล้วเรียกนักข่าวมาดูแผนที่   เจ้าตั้บชี้ไปที่จุดๆหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นบริเวณนั้น ประเวศหันมาถามว่า...

                “เอายังไงดีพี่จุดที่เรายืนห่างจากจุดเลื่อยไม้ตามแผนที่ประมาณ 3 กิโลเมตร ดีว่าอยู่ใต้ลมมันถึงชัด”

ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า...

 “ใช้แผนเดิมให้รถไปส่งคนลงให้ครบ 4 ทิศมีวิทยุครบ 4 ตัวแล้วประสานกันได้ ให้เจ้าแมวขับรถไปทิ้งตามจุดเวลาเดินเข้าหาเป้าหมายจะได้ระยะที่ใกล้เคียงกัน จับคู่ ผมกับอ้อด ประเวศกับตั้บ สานนท์กับน้อย เจ้าจ้องกับสมควร ทุกคนปฏิบัติ”

 สำหรับข้าพเจ้ายืนอยู่ที่จุดเดิม รถของเจ้าแมววิ่งออกไปออกจากฐานปฏิบัติการชั่วคราวเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ได้รับการประสานว่ากำลังพลอยู่ตามจุดครบทุกแห่งแล้ว ข้าพเจ้าสั่งให้เดินเข้าสู่เป้าหมาย เจ้าอ็อดเดินนำหน้าใช้หูฟังเสียงเครื่องยนต์นำทางใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเสียงเริ่มดังขึ้น พวกเราทั้ง 4 ทิศเดินเข้าหาเป้าหมายโดยใช้ต้นไม้และจอมปลวกเป็นกำลังบังกาย...

 และแล้วขณะที่ข้าพเจ้าเดินมาถึงต้นสะแบงซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 60 เมตรเห็นชาย 4 คนกำลังแปรรูปไม้ด้วยเลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งมีถึง 3 ตัวมือเลื่อยมี 3 คน อีก 1 คนเป็นคนคอยจับไม้ไม่ให้ดิ้น ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาตัดและผ่าซีก...

                เครื่องรับวิทยุดังขึ้น แจ้งว่ามาถึงบริเวณเป้าหมายแล้วจะให้ชาร์ทเข้าจับเลยหรือไม่  จึงสั่งไปว่าใช้วิธีคืบคลานไปอาศัยคันนาบังดีกว่า ให้เข้าจุดละคนก่อนที่เหลือรอ หากมีการวิ่งหนีจะได้ตามสนับสนุนทัน เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่โล่งแจ้งมีต้นไม้เล็กขึ้นประปรายพื้นล่างเป็นที่นาเรียบร้อยแล้ว พยัคฆ์หนุ่มนักล่าต่างคืบคลานเข้าหาเหยื่ออย่างเงียบกริบ แต่ให้ตายเถอะพวกลักลอบตัดไม้พวกนี้ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเหมือนพวกขโมยไม้ทั่วไป ตั้งหน้าตั้งตาตัดทอนและแปรรูปไม้อย่างเดียว พวกของเราทั้ง 4 คนจะเข้าถึงตัวแล้วยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เป็นเรื่องที่น่าประหลาด หากเป็นการจับกุมทุกครั้งจะพบว่าด่านแรกคือคนดูต้นทาง พวกเลื่อยจะระวัง เฉกเช่นเก้งกวางระวังไพรฉันใดก็ฉันนั้น พอคนเลื่อยไม้คนหนึ่งเหลือบมาเห็นเจ้าอ็อด ข้าพเจ้าคิดว่าหมอจะวิ่งกลับเป็นว่าเร่งเครื่องยนต์ให้ดังขึ้นกว่าเดิมเสมือนเย้ยหยัน...

ข้าพเจ้ารีบแสดงตัวและสั่งให้หยุด ชายทั้ง 3 จึงได้วางเลื่อยลงเจ้าของซึ่งเดินมาถึงไม่สบอารมณ์หยิบกุญแจมือใส่ข้าพเจ้ารีบห้ามไว้ ในบรรดา 4  คนมีคนหนึ่งหน้าจะเป็นหัวหน้าได้ถามขึ้นว่า...

 “เจ้านายจะพากันไปไหน ? หลงทางหรือยังไง แล้วมาทำอะไรตั้งหลายคน”

 สานนท์รู้สึกจะหมั่นไส้ดูจากท่าทาง และได้ตอบแทนข้าพเจ้าไปว่า...

 “ธุระสำคัญคือมาจับพวกเจ้าเลื่อยไม้”

 เจ้าคนเป็นหัวหน้าท่าทางนักเลง พูดสวนออกมาว่า ...

 “จับพวกผมได้ยังไง ไม้เป็นของเสี่ยอ้วน แกบอกว่าซื้อจากชาวบ้านมาแล้ว ผมมีหน้าที่เลื่อย”

 ก่อนที่จะมีการโต้เถียงกันไปมากกว่านั้นข้าพเจ้ายกมือห้าม พอดีกับประเวศเดินมาจูงมือข้าพเจ้าออกจากวงไปยืนคุยกันห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตรประเวศพูดขึ้นว่า...

 “พี่เห็นหรือเปล่าว่ามันเป็นไม้อะไร”  ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า..

                “ยังดูไม่ชัดแต่สงสัยจะเป็นไม้สนวนเพราะเปลือกดำ เนื้อไม้สีออกขาวอมเหลืองระเรื่อ ตระกูลเดียวกับไม้พะยูงแต่เนื้อไม้มันห่างกันลิบเปรียบได้กับหน้ามือกับหลังมือไม้สนวนเนื้อไม้ยุ้ยกว่าไม้จามจุรีอีกเหมาะใช้ทำฟืนอย่างเดียว    คงมาตัดไปทำฟืนเห็นบอกว่าเป็นของเสี่ยอ้วนคุณรู้จักมันดีไม่ใช่หรือ?”

ประเวศตอบทันที...

 “ผมสงสัยเป็นไม้สนวนเหมือนพี่และที่ผมเคยเล่าให้พี่ฟังแล้วว่าเสี่ยอ้วนประมูลส่งไม้ฟืนให้ศูนย์อพยพเขมร   ชัดเลยพี่เราจะเอายังไงดี”

ยังไม่ทันที่จะได้ตอบให้คนถามหายข้องใจ  มีชายรูปร่างอ้วนเตี้ยผิวขาวไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีเชื้อสายมาจากแดนมังกร พอมาถึงก็ยกมือไหว้แล้วพูดขึ้นว่า...

                “เห็นพวกเลื่อยไม้บอกว่าเจ้านายเป็นป่าไม้  ผมไม่ได้ทำผิดอะไร ไม้ผมก็ซื้อจากชาวบ้าน หากไม่เชื่อผมจะเอาตัวมาเป็นพยานให้ดู เจ้านายดูซิที่ดินเป็นที่นาทั้งนั้น”

ประเวศอดรนทนฟังไม่ได้ทักขึ้นว่า...

 “เสี่ยไม่รู้หรือว่าแถวนี้เป็นป่า”

ชายพุ่งกระเพื้อมร้องออกมาอย่างผู้ชำนาญพื้นที่ว่า...

“โอ้ย ป่าแถวนี้นาแถบนี้ผมตระเวนมาหมดแล้วไม้แถวป่าห้วยสำราญผมกวาดเกือบหมดตอนที่พี่ชรินทร์        ป่าไม้อำเภอกาบเชิง  มาชี้ให้แถวนี้ใกล้ป่าห้วยทับทัน แกบอกต้นไหนตัดได้ ต้นไหนตัดไม่ได้ผมจำได้หมด และผมตัดตามแกชี้ไม่เห็นมีใครมาจับ”

พอเสี่ยพูดจบข้าพเจ้าบอกว่าขอตรวจเอกสารหน่อยถ้าเสี่ยมั่นใจว่าไม้เสี่ยถูกต้องก็กลับได้ พอเสี่ยอ้วนเดินไปหาพรรคพวกของตัว ข้าพเจ้าให้เอาแผนที่ภูมิประเทศ 1:50,000 มากางดู และเอาแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงของทุกป่าแถบนี้มาตรวจควบคู่กันไป  ปรากฏว่าไม้อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติจริงแต่อยู่ในเขตป่าห้วยสำราญ ที่เตรียมประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แล้วข้าพเจ้าก็ได้แจ้งให้พวกเราทราบว่าไม้ของเสี่ยอ้วนถูกต้องตามกฎหมายจับไม่ได้         ถอนกำลังกลับได้ สร้างความคลางแครงใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าทุกคนส่วนใหญ่เชื่อและศรัทธาในตัวข้าพเจ้าจึงไม่มีการโต้แย้งพร้อมที่จะปฏิบัติตาม  ทุกคนพากันเก็บสัมภาระเดินไปรอที่ถนน  เจ้าแมวเอารถมารับกลับถึงหน่วยมืดพอดี จึงให้ทุกคนไปอาบน้ำกินอาหารพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย...

 ข้าพเจ้าเดินเข้าห้องทำงานเปิดไฟนีออนส่องสว่าง 2 ดวง ขณะกำลังเอนตัวนั่งพักผ่อนอิริยาบถ  คนที่ตามเข้าห้องมาสองคนเป็นเจ้าจ้องและประเวศ  ซึ่งถือแผนที่เข้ามาเพื่อที่จะเก็บในตู้เหล็ก แต่คุณจ้องของเรานี่ซิขอแผนที่จากประเวศแล้วเดินมาที่โต๊ะข้าพเจ้ากางมันตรงหน้าแล้วพูดขึ้นว่า...

“ไม้เสี่ยอ้วนมันถูกกฎหมายอย่างไร  ให้ความรู้ผมหน่อย ไม่อย่างนั้นคืนนี้ผมนอนไม่หลับแน่”

 ประเวศเดินมายืนล้อมโต๊ะอีกคน ข้าพเจ้าจึงถามขึ้นก่อนว่า ...

“คุณจ้องรู้หรือไม่ว่าที่เขาตัดเป็นไม้อะไร?”

 คนถูกถามจบมาใหม่ๆ กำลังแม่นกับตำราตอบอย่างมั่นใจ...

 “เป็นไม้สนวนชื่อทางพฤษศาสตร์ ว่า Dalbergia nigreseons Kery”

ข้าพเจ้ายิงคำถามต่อทันควันเช่นกันว่า...  “แล้วไม้ที่คุณว่ามันเป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมายหรือไม่?”

 คราวนี้คนถามชักจะอ้ำอึ้ง ประเวศจึงเอาหนังสือกฎหมายป่าไม้ให้แล้ว  ให้ค้นดูในพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 เจ้าจ้องรีบเปิดไล่ดูแล้วเงยหน้าตอบว่า...

 “ไม่มีรายชื่อปรากฏอยู่เลย แสดงว่าเป็นไม้นอกประเภทหวงห้ามเราจึงจับไม่ได้  แต่ก็ไม่น่าไปตัดมันต้นก็สวยดีมีพูพอนด้วย น่าจะสงวนไว้”

ข้าพเจ้าจึงให้เหตุผลเพิ่มเติมไปว่าที่มันยังหลงเหลืออยู่มากชาวบ้านไม่ตัดเพราะเนื้อไม้มันเป็นเนื้ออ่อนที่เนื้อยุ่ยความแข็งแรงคงทนก็ไม่มี ใช้ทำฟืนได้อย่างเดียว แม้จะเป็นไม้ฟืนก็ยังเป็นไม้ฟืนที่แย่ที่สุด ชาวบ้านเห็นมันเป็นไม้นอกสายตาจึงเหลืออยู่ตามหัวไร่ปลายนามากและแถวชายป่าก็ไม่น้อย เสี่ยอ้วนเมื่อประมูลไม้ฟืนที่ทางการไม่กำหนดชนิดไม้จึงได้โอกาสตัดมันเกือบจะหมดป่าแถบนี้ เจ้าจ้องยังไม่ยอมจำนนถามต่อว่า...

 “แล้วเลื่อยยนต์มันผิดกฎหมายทำไมเราไม่จับ”

ประเวศจึงต้องอธิบายให้ฟังว่าขณะนี้ยังไม่มีพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ เราไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ คนที่จะจับได้มีสองพวกคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ศุลกากร น้องใหม่จึงหายข้องใจ...

หลังจากวันนั้นเวลาออกท้องที่มักจะเห็นไม้สนวนที่แปรสภาพเป็นไม้ฟืนกองเป็นหย่อมๆตามริมถนนในหมู่บ้านรอรถของเสี่ยอ้วนมาขนส่งศูนย์อพยพชาวกัมพูชา บางครั้งชาวบ้านขายไม้เหียง ไม้พลวงที่แคระแกรนตามหัวไร่ปลายนาให้อีก นี้คือมูลเหตุที่ทางอำเภอตั้งข้อสงสัย ซึ่งก็ไม่น่าจะผิด ข้าพเจ้าก็ไม่นิ่งนอนใจสั่งให้พวกเราติดตามข่าวมาตลอด   แต่ยังหาโอกาสจับกุมไม่ได้ คาดหวังว่าไม้สนวนหมดเมื่อใด เสี่ยอ้วนคงเล่นไม้ในป่าแน่นอน...?

                และแล้ววันแห่งการรอคอยก็มาถึง เจ้าตั๊บซึ่งออกตระเวนข่าวแจ้งว่ามีเสียงเลื่อยโซ่ยนต์จุดรอยต่อระหว่างอำเภอสังขะกับอำเภอกาบเชิง  จึงสั่งให้ประเตรียมกำลังพลเหมือนคราวที่แล้ว กำลังจะออกเดินทางเจ้าจอยจากหน่วยบัวเชดมาติดต่อประสานงานข้าพเจ้าจึงให้ขึ้นไปกับรถได้กำลังเสริมอีกคน ใช้แผนเดิมเอาคนไปปล่อยไว้ 4 ทิศห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2-3 กิโลเมตร แล้วเดินเข้าหากัน พอถึงเป้าหมายในระยะ 100 เมตรเห็นชาย 4 คนกำลังซอยไม้ที่ล้มลงคราวนี้พวกเราเดินเข้าไป พวกตัดไม้มองมาเห็นไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด คงตั้งหน้าตั้งตาเร่งเครื่องยนต์ผ่าซีก    ไม้สนวนที่ล้มลง ได้ตัดทอนเป็นท่อนๆละ 50 เซนติเมตร  แล้วผ่าเป็นไม้ฟืนกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เจ้าจอยเดินตามข้าพเจ้ามา พูดขึ้นว่า...

                “คงเป็นไม้ของเสี่ยอ้วนเหมือนเดิมนั่นแหละพี่ แถวป่าห้วยสำราญที่ผมคุมเกือบหมดแล้ว ผมตามมาปีกว่าแล้วถ้าเล่นไม้หวงห้ามเสร็จผมแน่”

ข้าพเจ้าจึงพูดขึ้นลอยๆว่า...

“คุณเคยอ่านหนังสือกำลังภายในหรือเปล่า สำนวนที่เขาว่า แค้นนี้ 10 ปี ยังไม่สาย คุณจะไปกลัวอะไรเพิ่งปีกว่าๆ เท่านั้น”

เจ้าจอยร้องออกมาว่าง ...

1.             “ถ้าเป็นอย่างพี่ว่าถ้าไม้ไม่หมดป่าก่อนผมก็อาจแก่ตายก่อน”

ข้าพเจ้าซึ่งทำใจได้แล้วจึงบอกเจ้าจอยไปว่ารายเสี่ยอ้วนมีป่าไม้พวกเราเป็นกุนซือให้ ไม่อย่างนั้นจบไปนานแล้ว และข้าพเจ้าก็มองโดยรอบเห็นยังมีไม้สนวนอยู่หลายต้นแต่ที่ทำให้ต้องเอะใจเพราะห่างจากที่ยืนอยู่ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 300 เมตรมีเสาธง  คงเป็นโรงเรียนจำได้ว่าเคยมาตรวจสภาพป่าแถวนี้คราวที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอขยายเขตจำได้ว่ามีหลักเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ 1 หลัก ห่างจากเสาธงไปทางทิศใต้ 100 เมตร เป็นเสาไม้แก่นล่อนประทับตรา 01 และหลักที่ 2 จะอยู่ห่างทิศตะวันตก 400 เมตร แต่สมัยนั้นป่าบริเวณนี้ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่านี้  ขณะนี้เป็นที่นาและไร่เกือบหมดแล้ว...

 ไม่รอช้าหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมาวาง เปิดออกหยิบสมุดรังวัด (Field Book) ของป่าสงวนแห่งชาติในเขตควบคุมออกมาพร้อมกับแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวง  พิจารณาดูทีละแผ่นใช่เลยบริเวณนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ   ป่าฝั่งขวาห้วยเสน  เรียกเจ้าจอยมาสั่งพร้อมกับให้พาพรรคพวกไปตรวจหาหลักเขตที่ 1 คนถูกสั่งพาลูกมือไปตรวจแล้วโบกมือส่งสัญญาณว่าเจอแล้ว จึงได้วิทยุสั่งการให้ใช้เข็มทิศหาหลักเขตที่ 2 ซึ่งข้อมูลอยู่ในสมุดสนาม สักครู่เห็นลากเทปผ่านหน้าพวกเราไปยังหลักเขตที่ 2 เมื่อพบแล้วจึงสั่งให้มาลากเทปจากจุดที่ต้นไม้สนวนล้ม ไปตั้งฉากกับแนวหลักที่ 1 และหลักที่ 2 ปรากฏได้ระยะทาง 20 เมตร แสดงว่าต้นสนวนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาห้วยเสน  พอเสร็จสิ้นการวัดคนเดินรังวัดมาถามว่า...

 “เป็นยังไงพี่?”   ข้าพเจ้าตอบไปว่า...

“ไม้สนวนต้นนี้มันอยู่ในเขตป่าสงวนห่างเพียง 20 เมตรเท่านั้น สวรรค์มีตาจริง”

 ข้าพเจ้าเห็นรอยยิ้มที่ใบหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชาและได้เอ่ยขึ้นว่า...

 “ผมรอเวลานี้มาหนึ่งปีเต็มๆ ไม่เสียแรงวันนี้ไม่รู้เป็นวันอะไรทำให้ผมคิดถึงพี่จึงมาหา แจ๊คพอตพอดี”

ข้าพเจ้าจึงสั่งให้ควบคุมมือเลื่อยทั้งสี่คนและบอกให้ทราบว่า ถูกจับแล้วจัดการทำบันทึกการตรวจสอบ ตรวจวัดปริมาตรไม้ แล้วให้ประเวศนำเรื่องราวเข้าแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลดม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

                ข่าวเสี่ยอ้วนถูกจับกุมไม้ของหน่วยสังขะแพร่กระจายไปทั่ว เสร็จเสียทีหน่วยจะได้กลับมาเป็นสีขาวในสายตาคนนอกเหมือนเดิม  มานั่งนึกเสี่ยอ้วนถูกจับครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่สอนว่าอย่าย่ามใจและประมาท                 สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง  ผลคดีออกมาเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางถูกริบ  เสียค่าปรับหลายแสน...

นับตั้งแต่วันนั้นไม่มีรถขนไม้ฟืนวิ่งผ่านในหมู่บ้านอีกเลย คงเข็ดหลาบไปอีกนาน พวกเราก็ได้บทเรียนว่า    ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น... ???


Last updated: 2014-12-10 16:58:10


@ แค้นนี้ 10 ปียังไม่สาย
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ แค้นนี้ 10 ปียังไม่สาย
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
1,052

Your IP-Address: 44.192.52.167/ Users: 
1,051