ไม่โกรธถ้าใครคิดถึงเราในทางที่ไม่ดีจงคิดว่าจะทำอะไรให้เขาคิดถึงเราในทางที่ดี
 
     
 
มัจฉานำชัย (๓)
ผมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย มีหน้าที่ในการดูแลทรัพย์ของแผ่นดิน เมื่อพบการกระทำผิดต่อกฎหมายป่าไม้ ผมเข้าไปทำการจับกุม แล้วนำเรื่องราวที่ได้บันทึกการจับกุมมาแจ้งความและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนมันผิดตรงไหน
 

                เอาละซิ อิทธิพลของเจ้าของรถเริ่มแผ่อำนาจของมันแล้วซิ ข้าพเจ้าจึงถามว่า... “ทำไม ?”

                ประเวศ ตอบว่า... “ร้อยเวรบอกว่า เขาไม่ได้เห็นที่เกิดเหตุ  ผมจึงขอร้องให้ลงประจำวันแล้วค่อยไปดู  แต่เขาไม่ยอมท่าเดียว”

                ข้าพเจ้า ชักฉุนขึ้นมาแต่ต้องตั้งสติไว้  แล้วขอบันทึกการจับกุม เดินเข้าไปยังห้องร้อยเวร  แล้วขออนุญาตนั่งลงตรงหน้า  ร้อยเวรเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มหนังสือตรงหน้า  ถามขึ้นว่า...

                “มีธุระอะไรรู้สึกว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”

                ข้าพเจ้า มองไปเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาวุโสไล่เลี่ยกัน  แต่น่าจะอ่อนอาวุโสกว่าข้าพเจ้า  จึงพูดขึ้นว่า...   “ผมมาแจ้งความร้องทุกข์การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ”

                แล้วยื่นบันทึกการจับกุมให้  ร้อยเวรรับมาดู  และมองไปด้านหลังข้าพเจ้าเห็นประเวศยืนอยู่  จึงพูดขึ้นว่า...  “ก็ผมบอกไปแล้วว่าไม่รับแจ้งความ  เพราะผมไม่ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ  แล้วเอาบันทึกอะไรมาให้ผม”

                ข้าพเจ้า หมดความอดทน  จึงพูดแบบมีอาการฉุนนิดๆ ว่า...!!

                “นี้รองสารวัตร  ผมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย  มีหน้าที่ในการดูแลทรัพย์ของแผ่นดิน  เมื่อพบการกระทำผิดต่อกฎหมายป่าไม้  ผมเข้าไปทำการจับกุม  แล้วนำเรื่องราวที่ได้บันทึกการจับกุมมาแจ้งความและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนมันผิดตรงไหน  ที่ว่าพนักงานสอบสวนหรือร้อยเวรไม่ได้เห็นที่เกิดเหตุนั้น คดีมันอยู่ในป่าจำเป็นจะต้องจับเสียก่อน  แล้วจึงมาแจ้งความและกำลังจะพาร้อยเวรไปตรวจที่เกิดเหตุ รีบลงประจำวันแล้วจะได้ไป  ถ้ายังไม่ลงก็เตรียมตัว  ผมจะพาไปเดี๋ยวนี้”

                ฝ่ายพนักงานที่เป็นร้อยเวรหน้าถอดสี  แล้วรับเอกสารไปพลิกอ่านแล้วถามว่า...  “แล้วนี้มันอะไร?”

                ข้าพเจ้า บอกไปว่า... “ก็บันทึกการจับกุมที่ทำขึ้นตามกฎระเบียบ  ถ้าร้อยเวรไม่เชื่อ  ผมพร้อมที่จะนั่งให้สอบสวนเดี๋ยวนี้  หรือถ้ารองสารวัตรมีเวลาไปตรวจที่เกิดเหตุก่อน  แล้วมาสอบทีหลังก็ได้  เลือกเอา!”

                เลือดชักขึ้นหน้าแล้ว เป็นตำรวจประเภทไหนไม่เคยเห็นบันทึกการจับกุม  พอข้าพเจ้าพูดจบ  เห็นร้อยเวรนั่งพลิกบันทึก  สักครู่บอกว่า ละเอียดดี เอาฉบับนี้ก็ได้ แล้วเรียกจ่ามาเอาบันทึกไปคัดย่อลงประจำวันไว้ก่อน...

                คราวนี้ข้าพเจ้ารุกบ้าง... “รองฯ จะดูที่เกิดเหตุเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ผมเตรียมรถและไฟฉายไว้แล้ว”

ร้อยเวร ตอบแบบอิดเอื้อนว่า...  “ไว้พรุ่งนี้ก็ได้  ในบันทึกทำมาละเอียดดีแล้ว”

                พนักงานสอบสวนคงดูแล้วเห็นว่าข้าพเจ้าเอาจริง  จึงค่อยอ่อนลงบ้าง  กลับเปลี่ยนสรรพนามเรียกข้าพเจ้าว่าพี่แทน...   “พี่จะเอายังไงต่อ  บอกได้เลย”

                ข้าพเจ้า จึงบอกไปว่า...  “ขั้นแรกลงประจำวันไว้ก่อน  พรุ่งนี้เราไปดูที่เกิดเหตุด้วยกัน  และผมจะได้เอารูปถ่ายมาประกอบคดี  เพื่อออกหมายเรียกคนขับรถ ๒ คน”

                พนักงานสอบสวนถามต่อว่า...  “พี่จะเอาผู้เชี่ยวชาญดินมาพิสูจน์ด้วยหรือเปล่า  ผมขอจากกองพิสูจน์หลักฐานได้นะ”

                ข้าพเจ้า ตอบปฏิเสธไปว่า  ไม่จำเป็น  สำคัญที่ว่าจะเอารถของกลางออกมาได้อย่างไรนี้ซิเป็นเรื่องใหญ่  พนักงานสอบสวนบอกว่าไม่ยากมีพรรคพวกมาก  เช่าคันละ ๕,๐๐๐ บาท   ข้าพเจ้าจึงตอบตกลงทันทีพนักงานสอบสวนหยิบโทรศัพท์สำนักงานข้างตนเอง  กดหมายเลขไป  ๒ - ๓ หมายเลข  หน้านิ่วคิ้วขมวด  แล้ววางโทรศัพท์ลง  บอกข้าพเจ้าว่า...

                “ไม่รู้มันเป็นวันอะไร  ทุกเจ้าปฏิเสธหมด”

                ข้าพเจ้า แอบยิ้มในใจ ก็เจ้าของรถมีอิทธิพลขนาดนี้คงล็อบบี้ไว้หมดแล้ว  จึงได้บอกไปว่าไม่เป็นไร  เรามีคนเฝ้าของกลาง  กว่าจะจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเล่นเอาเที่ยงคืนพอดี  ข้าพเจ้า  ประเวศ  เจ้าจอย  เจ้าซิก  ต่างตกลงกันว่าจะกลับไปนอนที่บ้านข้าพเจ้าในตัวเมือง  โดยให้เจ้าหน้าที่ที่เหลือพากันไปนอนที่หน่วย  สร.๕  อำเภอรัตนบุรี  พอมาถึงบ้านทุกคนไม่ยอมอาบน้ำ  ล้มตัวลงนอนรวมกันในห้องโถง  ตื่นมาแต่เช้าแปรงฟันเสร็จเดินทางไปหาอาหารที่ข้างสถานีตำรวจ  ได้ให้ประเวศและธีรยุทธไปให้ปากคำพนักงานสอบสวน  ข้าพเจ้าเดินไปนั่งพักที่ศาลาพักร้อน  พอดีมีชายหนุ่มอายุดูจะอ่อนอาวุโสกว่าข้าพเจ้าใส่เสื้อแดง  กางเกงยีนส์  เดินเข้ามานั่งตรงข้ามกับข้าพเจ้า  กำลังพูดเหมือนกับจะบ่นให้ฟัง  ทั้งๆ ที่เราทั้งสองไม่รู้จักกัน  เสียงพึมพำพอจับใจความได้ว่า...

                “อะไรว่ะ ?  ทุกครั้งเคยประกันได้  คราวนี้ทำไมไม่ยอมก็ไม่รู้”

                ข้าพเจ้า จึงถามไปว่ามีเรื่องอะไรหรือ  ชายหนุ่มนิรนามจึงเล่าให้ฟังว่า รถแบ็กโฮถูกจับยึดรถไว้  จะมาขอประกันเอารถออกแต่พนักงานสอบสวนไม่ยอม  เมื่อข้าพเจ้ารู้เรื่องนึกในใจว่า  จุดไต้ตำตอจนได้  จึงสงบปากสงบคำได้แต่รับฟังไม่ออกความเห็นอะไร  เพราะไม่ต้องการให้ผู้มีอิทธิพลผู้นี้รู้ว่า  ข้าพเจ้าเองที่เป็นคนจับและกำชับพนักงานสอบสวนว่ารถปล่อยไม่ได้  ต้องยึดไว้จนคดีสิ้นสุด  หากขอระหว่างคดี  รัฐมนตรีเท่านั้นที่จะอนุมัติได้  ซึ่งระเบียบข้อนี้หาน้อยคนนักที่เข้าใจ  ไม่ใช่แต่ผู้ประกอบการ แม้แต่ป่าไม้บางคนก็ไม่รู้  สักครู่เห็นประเวศเดินออกมา  จึงลุกจากศาลาเดินไปหา  แล้วจูงมือไปที่ลับตาคน เล่าเรื่องที่ได้เจอกับตัวเจ้าของรถให้ฟัง  ประเวศจึงรายงานว่า  พวกเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารถของกลาง  บอกว่าเมื่อตอนดึกมีมือดีไปรัวปืนข่มขู่อยู่ชุดใหญ่  ประเวศบอกว่า ได้ถามแล้วกลัวกันหรือเปล่า  ทุกคนบอกว่าไม่กลัว  ยังไงก็แลกกัน เพราะเรามีลูกซอง ๕ นัด  อยู่ ๓ กระบอก  และปืนพกส่วนตัวอีก  ๒ กระบอก  ข้าพเจ้าว่าดีแล้วให้แจ้งไปว่า หัวหน้ากำลังหาทางเอารถออกให้ได้  ประเวศบอกว่าเสร็จธุระจากการให้ปากคำแล้วจะพาทุกคนเข้าไปที่เกิดเหตุ  ประเดี๋ยวลูกน้องจะแตกกระเจิง  เนื่องจากไม่มีผู้สั่งการ  ข้าพเจ้าจึงบอกไปว่า  จะแยกไปที่หน่วย สร.๕  เพื่อหาเอกสารบางอย่างมีอะไรติดต่อกันทางวิทยุ  เพราะข้าพเจ้าใช้วิทยุหน่วย  ซึ่งเป็นแม่ข่ายติดต่อกับลูกข่ายได้อยู่แล้วในรัศมีแค่  ๓๐ – ๔๐  กิโลเมตร  แล้วข้าพเจ้าก็แยกตัวไป  พอถึงหน่วยจัดการหาสำเนากฎกระทรวงประกาศป่าดงสายทอ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  ซึ่งหาไม่ยาก  เพราะหน่วยได้รวบรวมไว้ในแฟ้มเดียวกันทุกป่าในเขตควบคุม  เรียกคนงานที่เป็นพนักงานวิทยุให้เปิดเครื่องสแตนบายไว้  แล้วลากเก้าอี้นวมมานั่งที่ห้องกับพนักงานวิทยุ  นึกไปถึงตอนที่ประเวศจะขอตัวไปคุมที่เกิดเหตุได้เล่าให้ฟังว่า  รถที่จับเป็นของกำนันท้องที่  มีอิทธิพลมากไม่มีใครอยากยุ่งด้วย ป่าไม้อำเภอก็หนีเจ้าโฉมตามตัวไม่ได้  ต้องเอาบันทึกจับกุมไปให้ลงนามที่บ้าน แล้วไม่มาอีกเลย... 

งานนี้หนักเอาการ ข้าพเจ้าคิดต่อไปว่า  คงจะจริงตามที่ได้รับฟังทำอย่างไรจึงจะเอารถแบ็กโฮ  ๒ คัน  มาเก็บรักษาไว้ตามระเบียบได้  หากเกิดความเสียหายมาเราต้องรับผิดชอบเต็มๆ ซึ่งราคาแต่ละคันสูงน่าดู  ขณะที่ความวิตกกังวลกำลังเข้ามาครอบงำในฐานะหัวหน้า  พอดีกับพนักงานวิทยุบอกว่า  มีวิทยุเรียกจาก สังขะ    ข้าพเจ้าจึงรับสายเครื่องมือสื่อสารมาแล้วรับฟังอย่างตั้งใจ  ได้ความจากประเวศว่า  กำนันเจ้าของรถได้มาติดต่อกับตนเพื่อขอรับรถไปทำงานก่อนเพราะรับงานไว้มาก  ตนเองจึงบอกว่ารถขณะนี้ถูกยึดให้ไปขอกับพนักงานสอบสวน  กำนันตอบแบบโกรธจัดว่า  ไปทางโน้นก็ให้ไปหาทางนี้  มาทางนี้ให้ไปหาทางโน้นจะเอายังไงกันแน่  แล้วถามข้าพเจ้าว่าจะให้ทำอย่างไร  ข้าพเจ้าตอนแรกก็จนปัญญา  แต่เมื่อคุมสติมา  ปัญญาก็เกิด  บอกให้ดำเนินการดังนี้  ให้เอาวิทยุมือถือเปิดเครื่องตั้งไว้บนฝากระโปรงรถ  แล้วเรียกกำนัน  และพวกเรามานั่งหรือยืนล้อมวิทยุรอฟังคำสั่ง  ข้าพเจ้าทิ้งเวลาให้  ๑๐  นาที  ได้รับเสียงเรียกว่าพร้อมแล้ว  ข้าพเจ้าจึงส่งคำสั่งการดำเนินงานทางอากาศไปว่า...


Last updated: 2014-06-20 08:35:08


@ มัจฉานำชัย (๓)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ มัจฉานำชัย (๓)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
858

Your IP-Address: 35.172.224.102/ Users: 
857