เราห้ามคนคิดไม่ดีกับเราไม่ได้ แต่เราทำให้เขาคิดกับเราดีขึ้นได้
 
     
 
มัจฉานำชัย (๒)
อาทิตย์ที่แล้วผมขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านผ่านมาทางนี้ ผมลงไปสอบถามว่า ใครเป็นคนให้มาขุด ไอ้คนขับรถมันพูด ยโส โอหังว่า ใครสั่งก็ได้
 

ข้าพเจ้าตอบไปว่า... “จากการรังวัดพื้นที่บุกรุก    งาน  มันอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงสายทอ  ที่เราไม่ได้มอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดิน  นำไปจัดสรร  แต่ถึงแม้จะขุดลูกรังในที่ดิน สปก.  ก็ผิดเงื่อนไขและผิดกฎหมายเหมือนกัน”

                แล้วคนนั่งเขียนบันทึกถามต่อ...

                “แล้วของกลางเราจะเอาออกไปเก็บรักษาไว้ได้ยังไง?  เพราะคนขับทั้งสองเอากุญแจหนีกลับไปแจ้งเจ้านายมันแล้ว  และเราก็ไม่ได้คุมตัวไว้ด้วย”

                ข้าพเจ้าตอบว่า...  “ผมเห็นว่าเขามีเอกสารสิทธิมาอ้างจึงไม่คุมตัวไว้  และอีกอย่างพวกเราก็ได้บันทึกภาพตั้งแต่เริ่มขุดแบ็กโฮ  กวัดแกว่งปุ้งกี๋ไล่ตีพวกเรา  ถือว่าขัดขวาง  เจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่  มีภาพอยู่แล้วไม่ต้องกลัว  แต่ปัญหาว่าจะไปหารถที่ไหนขนของกลางอออกไปนี้ซิเป็นเรื่องใหญ่  เอาไว้คิดแก้ทีหลัง  วันนี้บันทึกส่งคดีก่อน  นี้ก็เกือบ    โมงเย็นแล้ว  คืนนี้เห็นทีจะต้องจัดเวรเฝ้ารถ  หน่วยส.ร.๑  เอามา    คน  ส.ร.๓  เท่ากัน    คน  หน่วยส.ร.๕  คนน้อยหน่อย  เอา    คนก็พอ  รวมเบ็ดเสร็จ    คนพอดี  คอยระวังอย่าให้มีใครมายิงกระจกรถก็พอ  รถราคา  ๒-๓  ล้าน  ต้องดูแลดีหน่อย  ผมให้เจ้าซิกจัดคนแล้ว  และให้ไปซื้ออาหารมื้อเย็นมาด้วย  ให้เงินไว้สำหรับมื้อเช้าไว้แล้ว”

                คนเขียนคงไม่ได้ฟังสักเท่าไหร่  เพราะสมาธิไปอยู่ที่หนังสือ  สักครู่การเขียนบันทึกก็ใกล้จะเสร็จ  คนเขียนหันมาถาม...

                “พี่อ่านหน้าแรกจบแล้วมีอะไรจะเพิ่มอีกหรือเปล่า”

 

                ข้าพเจ้า ตอบว่า...  “คุณลงรายละเอียดขนาดของบุ้งกี๋ขุดดินไปด้วย  เพราะรถพวกนี้มันมีหลายขนาด  จะเป็นจุดอ่อน  และยืนยันไปด้วยเลยว่าดินที่ติดอยู่ที่บุ้งกี๋กับดินที่บ่อเป็นดินชนิดเดียวกัน  ถึงเราไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญดินก็ไม่เป็นไรเพราะผมเรียนธรณีวิทยา และปฐพีวิทยาป่าไม้มาแล้ว  พอถูไถได้”

                ประเวศ ตอบสวนว่า...

                “ขั้นตอนพฤติกรรมผมกำลังจบพอดี  กำลังขึ้นข้อหาอยู่  พี่มาบอกทันเวลาพอดี  เดี๋ยวผมย่อหน้า   อนึ่ง ในการตรวจสอบบุ้งกี๋......”

                ข้าพเจ้า นึกในใจว่า  ถ้าเป็นคนอื่นบันทึกคงต้องได้แก้ใหม่ทั้งแผ่นแน่  จะหาไหวพริบปฏิภาณดีสักคนนั้นหายาก  แล้วจึงถามต่อไปว่า...

                “คุณเขียนพฤติกรรมหรือเปล่าว่ารถมันกำลังขุดพอเราไปห้ามมันวิ่งไล่พวกเรา  แล้ววิ่งออกมาจอดนอกเขตป่าสงวน ประมาณ  ๕๐  เมตร”

                ประเวศ ตอบว่า...   “ผมบรรยายการกระทำทุกอย่างไม่ให้หลุดรอดไปเลยแม้แต่เหตุการณ์เดียว      พี่สบายใจได้  รายนี้คนขับมันฉลาดรู้ว่าถ้าจอดหรือหยุดรถไว้ในเขตป่าสงวนหาทางปฏิเสธยาก  เล่นมาจอดนิ่งอยู่ข้างนอกค่อยสบายใจหน่อย  มันไม่รู้ว่าพวกเราบันทึกภาพไว้หมดแล้ว  รอดยาก”

                ข้าพเจ้าจึงถามว่า... “ป่าไม้อำเภอเป็นใคร ?”

                ประเวศ บอกว่า... “ก็พี่เทวา สหายพี่ยังไง”

                ข้าพเจ้า จึงตะโกนเรียก  พนักงานพิทักษ์ป่า มาให้ไปตามเจ้าโฉมมาพบ  สักครู่เจ้าโฉมงามคนแจ้งเดินมานั่งบนขอนไม้  ข้างๆข้าพเจ้าแล้วถามว่า...!?

                “หัวหน้ามีอะไรจะให้ผมทำ”

                ข้าพเจ้า จึงสอบถามไปว่า...  “โฉม  นายรู้อย่างไรว่าเขามีการขุดลูกรังแถวนี้  และคิดยังไงจึงแจ้งไป  งานใหญ่นะคุณ  เราไม่มีเวลาเตรียมตัว  แต่ไม่เป็นไร ไม่จับตอนนี้  คราวหน้าก็ต้องจับ” 

                พอข้าพเจ้าจบคำพูด  เจ้าโฉมจอมหาเรื่องพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งโกรธ กึ่งโมโหว่า...

                “อาทิตย์ที่แล้วผมขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านผ่านมาทางนี้  ผมลงไปสอบถามว่า  ใครเป็นคนให้มาขุด    ไอ้คนขับรถมันพูด ยโส โอหังว่า  ใครสั่งก็ได้  ไม่ต้องรู้จักชื่อของนายมันหรอก  นายเขาใหญ่แถวนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่  ไม่ว่าปกครอง  ตำรวจ  กล้าจับเขาหรอก  ป่าไม้กิ๊กก๊อกอย่างป่าไม้อำเภอยิ่งไม่กล้า  ผมฉุนเลยบอกมันว่า  ให้หยุดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ไม่อย่างนั้นจะเห็นดีกัน  แล้วผมก็กลับบ้านไป วันนี้ผมตั้งใจจะกลับบ้านมาเจอมันไม่ยอมหยุดตามที่ผมสั่ง  ผมโมโหจึงวิทยุแจ้งหัวหน้า  ผมต้องขอโทษที่ไม่ปรึกษาก่อน”

                ประเวศ ซึ่งนั่งเขียนบันทึกอยู่  รู้สึกว่าจะออกหมั่นไส้  เลยเปรยขึ้นบ้างว่า...

                “ไม่ใช่ขอค่าบุหรี่  เขาไม่ให้  เลยโมโห  ทำไมหน่วยไม่จับเอง  ต้องเดือดร้อนลูกพี่”

                เจ้าโฉมหน้างอตอบแบบฉุนนิดๆ...    “พี่เวศพูดเกินไป  ผมสูบบุหรี่กับเขาที่ไหน  พี่น่าจะรู้”

                ข้าพเจ้า เห็นว่าจะไปกันใหญ่  จึงตัดบทว่า...   “แล้วเจ้าของเป็นใคร  อยู่ที่ไหน?”

                เจ้าโฉม บอกว่า...  “เป็นผู้ปกครองท้องที่ระดับตำบลนี้แหละหัวหน้า  แต่นักเลงน่าดู  อิทธิพลมากรู้จักผู้ใหญ่เต็มไปหมด  ประมูลเส้นทางในอำเภอได้เกือบหมด  จึงจำเป็นต้องใช้ลูกรัง พอดีตรงนี้มันใกล้และเอาง่าย  หัวหน้าเตรียมรับมือไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

                ประเวศ หันมาพูดลอยๆ ว่า...  “ลูกน้องขู่ลูกพี่  อย่างนี้ก็มีด้วย”

                คราวนี้เจ้าโฉมทำท่าจะลุกหนี  แต่ข้าพเจ้าห้ามไว้  แล้วบอกว่า... 

                “ที่เรียกมานี้อยากให้ไปตามป่าไม้อำเภอมาร่วมจับกุมด้วย  เดียวจะหาว่าไม่บอกเจ้าที่”

                เจ้าโฉม รับคำรีบจ้ำออกไปขึ้นรถขี่ลับสายตาไป...

                พอประเวศเขียนบันทึกเสร็จยื่นให้อ่าน  หยิบมันขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว  เห็นว่าองค์ประกอบครบถ้วน  ข้อกฎหมายก็ถูกต้อง  พอดีกับเจ้าจอยเอาแผนที่เกิดเหตุซึ่งได้จัดทำขึ้นอย่างละเอียด  พร้อมสำเนาสมุดรังวัดเฉพาะตำแหน่งที่เกิดเหตุมาให้  จึงผนึกเข้ารวมกัน  เป็นเอกสารหนาพอสมควร ให้ประเวศเก็บไว้และให้ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจในอำเภอ  พวกที่อยู่เฝ้าวันนี้  ยังไม่ได้เตรียมเครื่องนอนมาให้ผูกเปลตามต้นไม้ไปก่อน  แล้วจะมาส่งเสบียงให้ตอน    ทุ่ม  เพราะขณะนี้เป็นเวลา  ๑๘.๒๐  น.  ระยะทางจากที่เกิดเหตุไปอำเภอประมาณ  ๓๐  กิโลเมตร  แต่เป็นทางในป่าเสีย  ๑๐  กิโลเมตร  เมื่อมาถึงสถานีตำรวจอำเภอท้องที่  ให้ประเวศไปแจ้งความ  พวกเรารอกันข้างนอก  สักครู่ประเวศเดินออกมา หน้าบอกบุญไม่รับ  พูดอย่างฉุนเฉียว  คงโกรธเต็มแก่ว่า... “ร้อยเวรไม่รับแจ้งความ”


Last updated: 2014-05-24 08:13:27


@ มัจฉานำชัย (๒)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ มัจฉานำชัย (๒)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
835

Your IP-Address: 3.236.65.63/ Users: 
834